วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อ่านแล้ว ... ต้องเขียนถึง Vol. 1



... ขอพักยกเรื่องความเครียดจากงาน 
มาพูดถึงหนังสือเล่มนี้ซักหน่อย ... 

ตอนแรกที่สั่งซื้อมา ก็ไม่ได้คิดนะว่าจะชอบ หรือประทับใจอะไร 
ซื้อเพราะอยากสัมผัสงานของหลวงวิจิตรวาทการเฉย ๆ
 แต่พออ่านจบไป ( เมื่อเดือนก่อนนู้นแต่ยังไม่มีโอกาสได้เขียนถึงเลย ) ... 


อยากจะบอกว่า ประทับใจมากกกก ! สุด ๆ
 คือพอจะรู้เลยว่าแนวการเขียน หรือพล็อต หรือคาแร็คเตอร์ตัวละคร ของหลวงวิจิตรวาทการ จะต้องเป็นแนวไหน เหมือนกับพนมเทียน 
ที่พอลองอ่านไปซักสองสามเล่ม จะรู้เลยว่าแนวการเขียนเป็นยังไง 
งานของหลวงวิจิตรวาทการ จะออกแนวที่เอาใจ
ใส่ผู้หญิงมาก ๆ รู้ถึงความรู้สึกนึกคิด 
ความชอบ และมีความเฟมินีน ( และนิสม์ อยู่หน่อย ๆ ) 

มีความคิดในลักษณะของความเป็นจริง 
และผู้หญิงในเรื่อง จะหัวสมัยใหม่มาก ๆ ซึ่งดี ! ชอบมาก ! 
อ่านแล้วก็รู้สึกอบอุ่น ที่อบอุ่นคืออะไร ? 
ก็คือเรารู้ว่านักเขียนเป็นผู้ชาย แต่เค้าเขียนความรู้สึก ความคิด 
การใช้ชีวิตที่ผู้หญิงควรจะเป็นได้ดีมาก ๆ 
ไม่เหมือนสุนทรภู่ หรือพนมเทียน 
ที่ตัวละครมักจะให้ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่างสุด ๆ 
เอาความคิดผู้ชายเป็นใหญ่ 

ส่วนตัวแล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นเฟมินิสม์ 
แต่รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นตามธรรมชาติ และจริตของเพศหญิง 
มีความเฟมินีน มากกว่า 
นี่ไม่ได้อ่านงานหลวงวิจิตรวาทการเพราะท่านดัง หรืออะไรนะ 
บางทีเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นนักเขียนที่มีผู้คนชื่นชอบมากมาย 
และบางทีมีคนมาทักว่า " อ้าว เสพงานท่านด้วยเหรอ ? " ประมาณนี้ 
ก่อนหน้านี้ก็มีงานที่อ่านแล้วแบบว่า 
เฮ้ยยยย นี่มันเป็นสิ่งที่เราสนใจนี่นา เช่น " มหัศจรรย์ทางจิต " 
ตอนที่ซื้อก็เพราะชื่อเรื่อง และหน้าปกเลย 
ชื่อนักเขียนนี่มาทีหลัง แต่ก็งงตัวเองเหมือนกันว่า 
เออ ทำไมเราถึงเลือกซื้อหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการตลอด 

( คือถ้าเห็นแล้วอ่านชื่อเรื่อง ดูหน้าปก ดูราคา 
ก็จะมีผลในการตัดสินใจมากกว่าชื่อนักเขียน ) 

หลวงวิจิตรวาทการ สำหรับตัวเองนั้นทำให้นึกถึงวินทร์ เลียววาริณ 
ด้วยเพราะเมื่อร่างกาย ชีวิต จิตวิญญาณ 
กำลังสนใจ ใส่ใจ อยากรู้ หรือข้องใจ สงสัย บางสิ่งบางอย่างอยู่ 
ก็จะได้พบกับหนังสือของวินทร์ เลียววาริณ 
แล้วมีคำตอบอยู่ในนั้น 
หรือไม่ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่เหมือนได้เจอเพื่อน 
ที่คิด หรือรู้สึกเช่นเดียวกัน เรื่องเดียวกันอยู่ เป็นเช่นนี้มาตลอด 
การซื้อหนังสือของวินทร์ เลียววาริณ 
ไม่ได้ซื้อเพราะความดัง หรือใครก็ต้องอ่าน อะไรเช่นกัน 
บางเล่มมาอ่านทีหลังชาวบ้านเค้า ทั้งที่ตอนนั้นดัง มีแต่คนอ่าน 
แต่เรายังไม่ใช่ ยังไม่ได้เจอ หรือยังไม่ได้คิดอยากจะอ่าน 
ก็ไปอ่านเล่มอื่นก่อน มันเหมือนหนังสือ กับตัวเรา 
มีช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ให้มาเจอกันมากกว่า 

555555555555 

... ไม่เสียใจที่ซื้อมา ... ใครอยากโละหนังสือโปรดบอก อยากได้ค่ะ ! ... 555555555 ...

ไอ้ห่า ! ไม่มีคำหยาบคายเลย ดีเนอะ 5555555555 

บางทีก็ขี้เกียจแมะ ? ก็นั่นแหละ มันก็เป็นตัวกุไง 5555

( อัตตาเยอะสัด ! )

ภาษาเหนือวันละคำ คำว่า  สุบ อ่านว่า สุบ แปลว่า สวม , ใส่ 
( ส่วนใหญ่ใช้กับรองเท้า หรือหมวกทรงแหลม )


แต่งประโยค วันนี้น่องบลิวสุบเกิบสีชมพู น่าฮักเจ่น 
แปลอีกทีว่ะ วันนี้น้องบลิวสวมรองเท้าสีสมพู น่ารักจังเลย 
( เอ๊าอี ดอก ชมตัวเองไปอี๊กกกกกก )

บ๊าย ... บาย

นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น

ป.ล. ไอ่คำว่า ตัวกุ ที่กุบอกไปนี่ หมายถึงเป็นตัวของตัวเอง
 ไม่ใช่อัตตง อัตตา ส้นตีนไรหรอกนะ 

555555555555555 







วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

... ดีต่อใจ ...




ได้รับพรจากพระอรหันต์ของบ้าน และญาติพี่น้องตั้งแต่เช้า 
แม่กับพ่อบอกว่าช่วงเวลานี้ในตอนนั้น 
แม่ก็เดินเข้า ๆ ออก ๆ ห้องน้ำอยู่นั่น 

คนเราแม่งต้องใช้ความอดทนมากมายขนาดไหนกันนะ
ที่ต้องคอยอุ้มท้องอยู่หลายเดือน ฮอร์โมนแม่งก็พลุ่งพล่าน 
ขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา 
( แค่ช่วงเวลาที่กุเป็นเมนส์แม่งยังแย่เลย )

ภายในปั่นป่วน ภายนอกก็มีสิ่งเร้ามากมายที่เข้ามากระทบ

 ระหว่างการรอคอยที่จะได้เห็นลูกของตัวเอง 
ความเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนหน้า 
( โอยยยย ไม่อยากคิด จะเป็นลม แค่ปวดท้องเมนส์ยังจะไม่ไหว ) 

 ขอเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้รู้ว่าคนในท้อง 
ได้ออกมาเผชิญหน้ากับโลกกว้างได้ 
และสามารถที่จะฝ่าฟัน ต่อสู้ และเอาชนะ กับภยันตรายทั้งปวง
ได้อย่างสง่างาม ก็หายเจ็บหายปวด

กุคิดว่าพ่อกับแม่ คงหวัง หรือปรารถนากับลูกว่า
 เมื่อถึงเวลาเป็นสุข ก็ให้โอบกอดความสุขเหล่านั้นไว้ 
และเก็บกักเข้าสู่หัวใจให้ได้มากที่สุด
 เมื่อถึงเวลาที่ลูกเป็นทุกข์ ก็สามารถเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ 
และมองสิ่งเหล่านั้นให้เล็กที่สุด 
จนไม่สามารถสะกิดให้ระคายเคืองลูกได้

( อันนี้คือกุคิดเองค่ะ แบบว่ากุเก่ง และคิดว่าพ่อแม่ของคนอื่น ๆ 
ก็น่าจะคิดงี้ปะวะ ? หรือไง ? )


เมื่อคืนกุเลยตั้งนาฬิกาปลุก เพื่อจะต้องตื่นตั้งแต่เช้า
คือจะออกไปใส่บาตรกับแม่ 
ฝนก็ตกตั้งแต่กลางคืน เชี่ยยยย กุโคตรมีความสุขอะค่ะ
มันครึ้มอกครึ้มใจอย่างบอกไม่ถูก
แล้วกุแม่งก็เป็นคนที่ทั้งชอบ ทั้งรักเวลาฝนตกเลยอ้ะะะะะ
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
คือแม่งกรี๊ดในใจตลอด ๆ เวลาที่ฝนตก

ทั้งที่ตอนแรกแม่ง โคตรทุกข์อ้ะ
3 - 4 วันที่ผ่านมา
ไอ่ห่า เสือกมีอาการ PMS ก่อน และระหว่างเป็นเมนส์
กุจะตายซะให้ได้ !!!
อีเหี้ยยยยยยย หดหู่ไปไหน ! จิตใจนี่แบบ โอยยยย กุจะตายแล้ว โอยยยย
เวลาจะนอนก็นอนไม่ได้ ง่วงก็ง่วง เสือกนอนไม่ได้ 
( ทรมานนะมึง ! ใครไม่เคยเป็น ลองอธิษฐานขอลองเป็นดูสิ
เดี๋ยวมึงรู้เลย )


เช้ามากุกับแม่ออกจากบ้านท่ามกลางสายฝน
ที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย 
ก็ไม่เป็นไร ยอมเปียก งิงิ ( จริง ๆ คือเอาร่มไป แต่ก็ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ )
พอใส่บาตรพระเสร็จเรียบร้อย ก็เดินซื้อของที่ตลาด
จะเอามาไหว้ศาลพระภูมิ 
แล้วก็แวะซื้อพวงมาลัยดอกไม้ และดอกมะลิ 
แค่เดินผ่านหน้าร้าน ขนาดฝนตกนะเว้ย แม่งยังส่งกลิ่นหอมมากอะ
กลิ่นเตะจมูกเลย
ละกุเป็นคนที่ชอบกลิ่นหอมของดอกมะลิมากกกกกกกกกก ด้วย !
สมัยต้องอยู่หอพัก กุนี่แบบไปซื้อจนเป็นเจ้าประจำของแม่ค้าอะ
บางทีแม่ค้ารู้งาน ก็เก็บเผื่อไว้ให้กุเลย พอกุไปก็เอาออกมาให้
ลดราคาให้อีกต่างหาก ! เริดแมะ ? 55555555

ระหว่างที่เดิน ๆ อยู่ ก็เห็นปลาดุก
กระโดดออกจากกะละมังของแม่ค้าปลา 2 ตัว 
 ก่อนหน้านั้นก็เห็นนะ แต่เค้าคงเก็บใส่กะละมังไปแล้ว คือมันหลายตัวอะ
กุกับแม่คงจะคิดเหมือนกัน ที่เห็นว่า เออนะ หรือมึงอยากจะรอดชีวิต ?
ใช่สิ ใคร ๆ ก็อยากเป็นผู้รอดตายกันทั้งนั้นแหละ !
ไม่ใช่แค่มึงหรอก 
แต่ถ้ารอดตาย หรือมีชีวิตอยู่ได้นาน ๆ ทุกคนก็อยากจะอยู่อย่างสุขสบาย
ไร้ความทุกข์ ใช่มะ ?
ซึ่งตอนกุซื้อมันมาปล่อยที่สระน้ำหน้าบ้าน 
คือมันเป็นสระที่เค้าประกาศเป็นเขตอภัยทาน ห้ามจับสัตว์น้ำ
แต่น้ำมันเหม็นเขียวอะ กุก็เห็นนะว่ามีตัวปั่นน้ำ มีน้ำพุ นั่นนี่
แต่ก็ยังรู้สึกเหม็นอยู่ดี 
แล้วปลาทั้งหลาย ก็โอ๊ยยยยยยยยยย จะเยอะไปไหน !
มันจะอดตายกันบ้างมั้ยวะ ? กุก็เคยเอาข้าวเอาอาหารไปโยนให้มันกินนะ
บางคนเค้าก็มาซื้ออาหารปลาแล้วโยนให้มันกินกัน
กุเคยคิดว่าแล้วมันจะได้แดกทุกตัวเปล่าอะ ? แย่งกันจนกุยอมใจอะ

ถ้ากุรวย ๆ กุแม่งจะเหมาอาหารปลา แล้วเทให้แม่งเต็มสระไปเลย
เทแม่งทั้งขอบสระ กลางสระ
เอาให้แม่งอิ่มกันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวตน
นอกจากจะมีปลาด้วย กุเห็นตัวเหี้ยด้วยค่ะ 
คือคำว่าเหี้ย ที่ใช้เรียกสัตว์กุว่าไม่ได้อัปมงคลอะไรนะ
มันเป็นสัตว์ที่แม่งมีคุณธรรมด้วยซ้ำ ที่มีสันดานชอบแดกของเน่า
จริง ๆ คือธรรมชาติของสัตว์ แต่พอเปรียบกับคนปุ๊บ
 เหี้ยเลยกลายเป็นสัตว์มีคุณธรรมเฉยยยยยย

พอปล่อยปลาดุกเสร็จ กุก็กลับเข้าบ้าน
เตรียมจัดของใส่ถาด 
จากนั้นก็ไหว้และถวายผลไม้ น้ำ พวงมาลัยดอกไม้ 
หมาก และบุหรี่ ศาลพระภูมิ เจ้าที่เจ้าทาง ศาลตายาย ศาลเจ้าแม่ฯ

ก่อนไปทำงานก็กราบเท้าพ่อแม่
ด้วยพวงมาลัยดอกมะลิกลิ่นหอม 

( หอมจริง ๆ นะ คือมันเป็นตัวแทนของสิ่งมงคลได้ดีจริง ๆ อะ กุโคตรชอบบบบ ! )

แล้วกุก็ล้างมือ ล้างเท้า อวยพร ขอพร และขออโหสิกรรม
ปกติถ้าพอจะมีงบหน่อย ก็จะขอร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็ก ๆ 
โดยรวมเงินกับโรงเรียน เพื่อเปลี่ยนเมนูอาหาร
 ( คือเค้ามีงบทำอาหารกลางวันอยู่แล้ว กุแค่ขอสมทบเพื่อเปลี่ยนเมนู )
ส่วนใหญ่จะขอให้เค้าทำก๋วยจั๊บ คือไม่ว่าจะปีใหม่ วันเกิด หรืออะไรก็เถอะ
กุก็จะทำแบบนี้ตลอด

บางครั้ง ถ้าเงินไม่พองี้ กุก็จะซื้อขนม และน้ำหวาน 
มาเลี้ยงเด็ก ๆ ตัวน้อย ๆ 
ส่วนเด็กคนไหนจะเข้ามาในห้อง ก็จะบอกให้เค้ามากินกับน้อง ๆ ด้วย
ให้น้องแบ่งปันพี่ ๆ และให้พี่ ๆ เอ็นดูน้อง ๆ 
กุจะให้เค้านั่งกันเป็นกลุ่ม คือแบ่งกลุ่มกัน พี่กับน้องอยู่ด้วยกัน 
กติกาคือ ใครแย่งขนมกัน ไม่แบ่งปันกัน ก็จะได้แค่วันที่เลี้ยง
วันอื่นอด ! เพราะไม่มีน้ำใจ และความสามัคคี
อันที่จริง ตัวกุเองก็ไม่จำเป็นต้องรอวันสำคัญ หรือเทศกาลอะไรหรอก
บางทีนึกอยากจะเลี้ยงก็เลี้ยง ให้เหตุผลกับเด็กไปว่า
เพราะหนูเป็นเด็กดี คุณครูเลยซื้อขนมมาให้ค่ะ แค่นั้นเอง
คือปกติเลยเนี่ย ทุกเดือนที่เงินเดือนออก กุจะจัดสรรเงิน
ที่นอกจากจะเป็นเงินที่ให้พ่อแม่ และญาติ ๆ แล้ว
ก็จะแบ่งมาส่วนนึงที่ซื้อขนมมาเลี้ยงเด็ก ๆ มันเป็นขวัญ และกำลังใจ
ที่กุจะสามารถเผื่อแผ่ และให้กับเค้าได้ 
เด็กกับขนมแม่งของคู่กันอยู่แล้ว จริงอยู่ เค้าก็ห้ามขาย
หรือห้ามเด็กกินของขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์เหล่านี้แหละนะ
แต่กุเห็นว่า นาน ๆ ที กุก็เลยทำ แต่กุก็เฝ้าเด็กตลอดนะเว้ย !
กินกันเสร็จ ก็แปรงฟันงี้ ! ( เอ่อ คือ บางทีก็ไม่ แหะ ๆๆๆๆ  อภัยกุเหอะะะะ )

เงินบางส่วนกุก็เอาไว้ทำบุญ คืออาจจะช่วยเหลือน้องหมาน้องแมว
อาจจะใส่บาตร หรือถวายสังฆทาน อะไรงี้

วันเกิดกุปีนี้ กุดูงบแล้ว เอ่อ มันก็น่าอนาถใจอยู่แหละ
แต่ด้วยความที่อยากให้เด็ก ๆ ได้กินกันทั้งโรงเรียน
กุเลยตัดใจ สมทบกับทางโรงเรียนเปลี่ยนเมนู เป็นก๋วยจั๊บ นั่นแหละ
คือโรงเรียนไม่ได้บังคับอะไรนะ แต่กุไปปรึกษาเค้าก่อน
ว่าจะให้ออกทั้งหมด หรือยังไง ทางโรงเรียนให้สมทบเอา
เพราะมีงบในการทำอาหารกลางวันให้เด็กอยู่แล้ว อะไรงี้

นาน ๆ เด็ก ๆ ได้เปลี่ยนเมนูอาหารที มันก็ดีแหละ 
( เท่าที่เคยถามมาหลาย ๆ ครั้ง )

มีเด็กหญิงคนนึงแม่ซื้อขนมให้เอามากินที่โรงเรียน
มีการบอกแม่ด้วยว่า หนูไม่กิน หนูจะเอาให้คุณครูบลิว
เป็นของขวัญวันเกิด
โถถถถถ ลูกสาวววววววววววววววว
และนี่คือของขวัญวันเกิดที่เค้าให้ 


แค่นี้กุก็ใจละลายแล้วววววววว !!!
มันมีผลต่อจิตใจกุอย่างแรง ! 

รักจัง


รักมารดา บิดา และญาติพี่น้องทุกคน 
ขอกราบขอบพระคุณที่ได้กรุณา
อุปถัมภ์ค้ำชูข้าพเจ้าในชาติก่อน 
ชาตินี้ และชาติหน้า ( ขอนิพพานชาตินี้ได้มั้ย ) 


ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า สึ่งตึง อ่านว่า สึ่ง - ตึง 
แปลว่า โง่เง่า , ไม่รู้ความ , ไม่ฉลาด
แต่งประโยค ป้อจายคนนี้มันเป๋นคนสึ่งตึง สาวฮื่อท่าแล้วมันยังบ่มึ้งเตี้ย
แปลอีกทีว่ะ ผู้ชายคนนี้มันช่างไม่รู้ห่าอะไรเล้ยยยย ผู้หญิงอ่อยแล้วก็ยังไม่รู้สึกตัว

บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น


ปล. ไอ่ห่า ! บล็อกเล่นง่ายกว่าเดิมไปอี๊กกกกก  ใส่รูปไม่เหมือนเมื่อก่อน 
เมื่อก่อนแม่งจะใส่รูป ใส่ Link ต้องไปฝากไว้เว็บอื่น 
จนกุกลับไปดูโพสต์เก่า ๆ โห่ ! เสียดายชิบหาย รูปที่แปะไว้ หายเกลี้ยง ! เชี่ยเอ๊ย
เพลงอีก ! 
เหยดแหม่ ~

( แต่จริง ๆ ก็หงุดหงิดตรงที่ใส่ลูกเล่นอื่น ๆ ยังไม่ค่อยได้เหมือนเดิม
เช่น ตัวอักษรไม่หลากหลาย และสีที่ไม่ถูกใจ อยากได้สีชมพูแปร๋น ๆ กว่านี้อะ )










วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

... กุกลับมาล้าววววว ...

... และแล้ววว ข้าก็กลับมาาาา วะฮะ ๆ ...
ไอ่ห่า แม่งกุทิ้งบล็อกนี้ของกุไม่ได้จริง ๆ ( ตอแหล ! )
กุรู้สึกอยากเขียน อยากโพสต์ อยากทำนั่นนี่ที่บล็อกนี้ตลอด
แต่กุแม่งเขียนหลายที่ละไง ในเฟซแม่งก็เขียน ในไลน์แม่งก็เขียน
ละเวลาจะเข้ามาที่นี่ แม่งต้องเป็นเรื่องเป็นราวสุด ๆ มันต้องใช้แป้นคีย์บอร์ดพิมพ์เว้ย
เพราะถ้าจะให้กุมานั่งจิ้ม ๆ มือถือ กุก็ไม่ค่อยโอเค
แม่งมันจะต่างกันมากนะ ไอ่ใช้นิ้วชี้นิ้วเดียวจิ้มรัว ๆ ตามแป้นพิมพ์อะ กุทำได้
แต่ความปวดกล้ามเนื้อคอ สะบัก ไหล่ ฯลฯ มันมากกว่าการวางมือบนแป้นเหย้าว่ะ

ที่วันนี้กุแม่งกลับมาที่นี่ได้ ก็ไม่ใช่เหี้ยไร 
เพราะหลาย ๆ อย่างมันลงตัว 
ก่อนหน้านี้หลายเดือนละ ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหา ปี 59 
เฟซแม่งเป็นส้นตีนไรไม่รู้ มันบอกกุว่าเซสชั่นหมดอายุ
แล้วให้กุยืนยันตัวตน ให้ส่งชื่อจริง นามสกุลจริง และหลักฐานต่าง  ๆ
ไปยืนยันกะแม่ง ก็คงเหมือนที่คนอื่น ๆ โดนกันนั่นแหละ
ซึ่งกุคิดว่ากุคงไม่โดนไง เพราะมันก็ผ่านมานานแล้ว ช่วงที่เค้าโดนกัน
ละพอกุโดน ก็ อ้าว อีห่า หมดกัน ! กุก็เงิบนิดหน่อย
เพราะกุเสียดายรูป เสียดายเรื่องราว เสียดายเพื่อน ๆ บางคน ที่อยู่ในนั้น
ยังไม่ทันได้ร่ำลา หรือเข้าไปบอกใครได้ว่าโดนอะไร 
ตอนแรกกุให้เพื่อนเข้าไปในโปรไฟล์กุ ให้ไปบอกคนอื่น ๆ ให้หน่อยว่ากุเข้าไม่ได้
แต่ปรากฏว่ามันติดสแปมกุไว้ ไม่ให้ใครเห็นชื่อกุปรากฏเลยเว้ย
บางคนคงคิดว่ากุ Block เค้า หรือลบเค้า หรืออะไรงี้รึเปล่า
คือ กุเปล่าไง กุไม่ได้ทำเหี้ยไรทั้งนั้นแหละ แค่มันเข้าไม่ได้ แล้วเหมือนไร้ตัวตนไปเลย
ถามว่ามีทางแก้มั้ย ? ก็มี ก็แค่กุส่งหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตนอย่างที่มันต้องการก็จบ
แต่กุไม่ ไง เพราะกุไม่ชอบ กะอีแค่เล่นเฟซ ทำยังกะเรื่องใหญ่ เรื่องโต
กุเลยตั้งใจว่า กุไม่เล่นแม่ง ! อี ดอก เรื่องมากชิบหาย !
อันที่จริง กุเคยตั้งใจไว้นานแล้วว่า ถ้ากุหมดภาระหน้าที่กับอะไรบางอย่าง
กุจะเลิกเล่นแม่งละ กุก็พูด ๆ อยู่งั้น บางทีกุไม่เข้าไปเลยก็มี
แต่มันก็คงอดใจไม่ได้ไง สันดานมันชอบคลิกเข้าไปดู
เอาล่ะสิ ทีนี้ ! พอไม่มี กุก็รู้สึกโหวง ๆ เหมือนกันนะ
ช่วงนั้นกุก็แย่ ๆ ด้วย สภาพจิตใจแม่งเหี้ยมาก 
( เห็นเหี้ยแม่งตลอดแหละ กี่ปีมาละ ! )

ละแม่งเหลือแต่ไลน์ไง ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไลน์แม่งก็ไม่ได้คุยกะใครมาก
กุก็เลยเข้าทวิตเตอร์แม่ง ! และจริง ๆ ทวิตเตอร์นี่กุก็สมัครไว้เป็นชาติละนะ
แต่กุแม่งง่าวไง กุเล่นไม่เป๊นนน เล่นเป็นที่หนายยยยยย
สมัครไว้งั้นแหละ ! ละไงล่ะ กุก็เข้าไปสิ แรก ๆ ก็เอ๋อ ๆ เด๋อ ๆ ด๋า ๆ
หลัง ๆ ก็พอเข้าใจบ้าง แต่มันก็ไม่ได้สนุกอะไรมาก
มันต้องโพสต์อะไรสั้น ๆ แล้วคนอย่างกุ แม่งสั้นเป็นที่ไหน
มันก็ไม่ใช่ไง 
ที่กุรู้สึกย่ำแย่ที่สุดก็คือ กุมีร้านหนังสือมือสองที่แบบดีลกันมาตลอด
กุซื้อ เค้าขาย ไรงี้ หลายร้านเหมือนกัน
กุก็ไม่แน่ใจว่า กุได้สั่งหนังสือไว้ที่ร้านไหนบ้างรึเปล่า
ก็เลยให้เพื่อนช่วยเข้าไปคุยกับร้านหนังสือ ไรงี้ ก็ไม่เห็นเค้าตอบมา
แม่ง ไม่มีนิสัยชิ่งหนีแบบนี้ด้วย กุก็กลัวเค้าเข้าใจผิดกุไปอีก
ว่ากุสั่งของ แล้วแม่งไม่จ่ายเงิน บลา บลา บลา
กุก็นึกถึงบล็อกนะ แบบ อยากเขียน อยากอะไร แต่มันไม่มีอารมณ์
มันเหมือนนึกถึง คิดอยากจะพิมพ์ อยากจะอะไร แต่ยังไงก็ไม่ได้เข้ามาซักที
ช่วงนั้นแม่งดูซีรีส์เลยจ้าาาา หนังสืบสวนแม่งหาในเน็ตเอา
ดูแบบออนไลน์ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง บางทีถูกใจหนังเรื่องนี้ 
ดูไปดูมา เอ้าอีห่า ซีซั่นต่อไปไม่มี 
อีเหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ! แม่มึงเด้ !
ก็อดทน ไม่เป็นไร ๆ เดี๋ยวหาเรื่องใหม่ดู กุก็ทำงี้วนลูป
อึดอัดใจชิบหาย ไม่มีหนังสืออ่าน ไปซื้อจากงานสัปดาห์หนังสือใน ม.
แม่งก็ไม่ค่อยมีอะไรดี ๆ ( ขนาดไม่มีอะไรดี ๆ ก็เสียเป็นพันอะอี ดอก )
คือปีก่อน ๆ ที่กุเคยไปซื้อ ไปเดินอะ มันมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน
แต่ปี 59 แม่งไม่ค่อยโอเคไง สำหรับกุอะนะ แล้วร้านรวงก็น้อยด้วย
เข้าไปช็อปในเฟซก็ไม่ได้ งานสัปดาห์หนังสือ น้อยมากที่จะขายมือสอง
มันไม่ถูกใจเหมือนตอนซื้อจากในเฟซ ไง 
บางทีกุก็เข้าไปดูรายการนั่นนี่จากยูทิวบ์บ้าง อะไรบ้าง
ช่วงนั้นก็เยียวยาหัวใจอะไรไปด้วย หลับ ๆ ตื่น ๆ เป็นบางคืน
แบบว่าซึมเศร้าไปนานเหมือนกัน

ณ ตอนที่แม่งสแปมกุอะนะ ตอนนั้นกุลองกดสมัครใหม่ 
มันก็ให้ยืนยันชื่อ และส่งหลักฐานเหมือนเดิมเว้ย 
กุเลยแบบ เออ เรื่องของมึงเลยจ้าาาาาาาา ! กุไม่เล่น !!!
ชีวิตกุเลยวนลูปแบบนี้ไปหลายเดือนมวากกกกกกกกกกกก
มีวันนึงกุลองโหลดโปรแกรมเฟซเข้าเครื่องใหม่ 
( คือพอรู้ว่ายังไงก็เล่นไม่ได้แล้ว กุเลยลบแม่ง ! )
คือก็ทำไปงั้นอะนะ ลองดูเฉย ๆ ว่าลองดูซิ ไม่ได้คิดไรมาก
พอโหลดมา กุเลยลองกดสมัครใหม่ อ้าว เหี้ย เสือกได้เฉย !
กุก็เลยใช้รูปโปรไฟล์เดิม ชื่อเดิม ( ซึ่งกุผูกพันไง กุใช้มาแต่ไหนแต่ไร )
จนได้เจอกับร้านหนังสือมือสองบางร้าน ซึ่งก็โอเคกับกุมาก ๆ 
เพราะเป็นร้านที่เหมือนรู้ใจกันไปแล้ว เลยบอกเหตุผลเค้า
ละขอไลน์เค้ามาเก็บไว้ เผื่อเฟซกุแม่งเป็นอีก กุจะได้ไลน์คุยกะเค้าได้
แล้วกุก็จะเข้าไปถามแต่ละร้านว่า กุเคยสั่งของแล้วติดเค้าไว้รึเปล่า
โชคดีที่แต่ละร้านบอกกุว่า ไม่มี โล่งมวากกก ค่าาาาา
แต่ด้วยความที่กุแม่งจำชื่อร้านบางร้าน เฟรนด์บางคน ไม่ได้
กุนึกไม่ออก ! มันเลยกลายเป็นว่า กุแทบไม่ได้ทักใครเลย
บางครั้งมีคนมากด Like ให้กุ เวลากุไปเม้นต์ในเพจต่าง ๆ งี้
กุก็ อ้าว ! คนนี้เป็นเฟรนด์ที่อยู่ในเฟซเก่ากุนี่หว่า 
คือถ้าคนไหนกุจำได้ กุก็เข้าไปบอกในข้อความของเค้า ว่ากุมาแล้ว
และเหตุผลอะไรที่กุเพิ่งมา ก็ว่าไป
แล้วปุ่ม เปิ่ม อะไรก็ไม่รู้ แม่งเพิ่มมาตอนที่กุไม่ได้เข้ามาเล่นอะ
กลายเป็นว่าเหมือนกับตอนที่กุเรียนรู้เรื่องทวิตเตอร์แรก ๆ เลยว่ะ

บางทีกุอาจจะนึกชื่อบางคนออกนะ แต่กุก็คิดแล้วว่า ช่างเหอะ
บางทีโชคชะตาอาจจะทำให้เฟซเข้าไม่ได้นั้น เป็นการยุติการพบเจอ
หรือรู้จัก กับคนนั้นคนนี้ ที่อยู่ในเฟซเก่า แค่นั้น แค่ช่วงเวลานั้น 
กุเลยหยุดตามหาคนอื่น คือก็ไม่ได้ตามตั้งแต่แรกแล้วล่ะ
บางทีแม่งแอดมา ถามว่าคุยกันมั้ย ก็ไม่ได้คุย แล้วไม่รู้จักกันด้วย
สงสัยจะเห็นตอนแนะนำเพื่อนหน้าฟีด หรือไงนี่ปะวะ ?
เพื่อนที่มีในเฟซใหม่ มีไม่ถึงร้อย ซึ่งกุรู้สึกดีมาก 
สมัยเฟซเก่าแม่งมีเป็นพัน ๆ กี่พันจำไม่ได้ ซึ่งบางคนก็ไม่ได้มาคุยมาห่าอะไรเลย
แล้วไอ่เฟซใหม่นี่ ก็อย่างที่บอก จำนวนมันเพิ่มมาหลายคนได้ เพราะมันแอดมา
แต่มันไม่คุยกะเรา ซึ่งหลัง ๆ มา กุไม่รับเลย 
เหมือนเฟซเก่ากุอะ ช่วงหลังกุแทบไม่ได้รับใครเป็นเฟรนด์เลย

กุได้ทบทวนว่า เออ จริง ๆ แล้ว ก็ให้เฟซมันอยู่อย่างนี้ก็ได้นะ
กุไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องการตัวตน ต้องการค้นหา 
หรือป่าวประกาศความเป็นกุ และอะไรต่าง ๆ นานากับคนอื่นอีกแล้ว
กุรู้สึกเฉยมาก เฉยจนแบบ รู้สึกว่าเฟซมันน่าเบื่อด้วยซ้ำ
มันเหมือนกับว่า เออ เล่นไปแกน ๆ เอาไว้เสพข่าวที่ฉับไว 
เค้าคุยเรื่องอะไรกันตอนนี้ หรือมีข่าวอะไรที่ต้องรู้บ้าง
หรือเข้าไปในเพจที่เราชอบ เช่น ดนตรี เพลง หนัง ศิลปะ
เวลาเข้าไปอ่านเม้นต์ในเพจที่แม่งมีแต่ด่ากัน ๆๆๆ ก็หงุดหงิด
เพราะมันไม่อ่าน ไม่ห่าอะไรกันเท่าไหร่ ข่าวอะไรเข้ามา
ขอให้ได้ด่าไว้ก่อน จะผิดจะถูก กุไม่สนใจ กุเอาประสบการณ์ที่เคยเจอเข้าว่า
พอใครแสดงความเห็น ก็ด่ากราดกันไปอีก ยกพวกกันไปด่า 
เฮ้ย ! ไอ่ห่า กุเลยรู้สึกว่า เวลากุอ่านอะไรอย่างนี้มาก ๆ กุจะรู้สึกไม่ค่อยดี
มันแรงขึ้น มันเหมือนมีอิสระจนเกินขอบเขต 
หรือเกินกฎเกณฑ์ทางสังคมมากเกินไปแล้ว
บางทีกุไปเม้นต์อะไรงี้ กุไม่แน่ใจว่าอาจจะมีคนสแปมกุ
รีพอร์ตกุ หรืออาจเพราะกุตอบเม้นต์รัว ๆ ในเพจต่าง ๆ 
( คิดว่าเป็นเพราะกุจิ้มตอบเร็วมั้ง เดาเอา เห็นเพื่อนว่างั้น )
แม่งกุก็เสือกโดนแบน ไม่ให้เม้นต์เป็นเวลานาน ๆ ด้วยนะ
แต่ยังเข้าไปอ่านอะไรได้ แค่เม้นต์ไม่ได้เท่านั้น
คือเป็นงี้ตั้งหลายครั้ง สามสี่ครั้งได้ จนกุแบบ เออ มึงจะทำเหี้ยไรก็ทำเหอะ
เผลอ ๆ กุก็จะไม่เล่นแม่งละ 
จนล่าสุด เมื่อเดือนที่แล้ว เฟซแม่งเตือนกุว่า เซสชั่นหมดอายุ อีกรอบ
กุก็อ้าว ! เชี่ยไรเนี่ย ! ก็นั่นแหละ กุว่าคงมีคนรีพอร์ต หรือสแปมกุ
แล้วมันก็เตือนว่า ให้กุยืนยัน ส่งหลักฐาน ฯลฯ 
คือเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ เดิม ๆ น่าเบื่อ ๆ 
มันบอกว่า ถ้ากุไม่ทำ อีก 7 วันมันจะไม่ให้กุเข้าเฟซ
คราวนี้กุตั้งสเตตัสบอกไว้หน้าวอลล์กุเลยว่า 
เกิดอะไรขึ้นกับกุ และจะเกิดอะไรขึ้นอีก ถ้ากุไม่ทำตาม
กุเลยถือโอกาสลาทุกคนไว้ ณ ตรงนั้น 
คือกุไม่รู้หรอกว่า ใครจะอ่าน หรือไม่อ่านบ้าง แต่เอาเป็นว่า
คราวนี้กุได้แปะไว้แล้ว จากนั้นกุก็ยังเล่นเฟซต่อได้อีก
พอถึงเวลาที่มันตัด แบบกุไม่รู้ตัว กุก็อ้าว ! ไอ่ห่า นึกว่าไม่ตัดแล้ว
เห็นเล่นได้ปกติ หลังจากไม่ให้เข้าทั้งวันในวันที่มันเตือนอะนะ
กุเลย เออ ช่างมึง ไม่เล่นก็ไม่เล่น เพราะกุก็ปวดหัว และรู้สึกเครียด
ถ้ากุยังอยู่ในเฟซ มันคงอดไม่ได้หรอกว่ะ ที่จะไม่เสพ ไม่อ่านอะไร
พูดถึงทวิตเตอร์ และเฟซ มันก็เหมือนกันนะ ตรงที่ ด่าคนเหมือนกัน
ทวิตเตอร์ในความรู้สึกของกุ กุว่าแรงกว่าเฟซด้วย
มันเหมือนแบ่งลักษณะของคนด้วยนะ เฟซนี่จะเกือบทุกคนจะใช้
แต่ทวิตเตอร์แม่งบางคน เท่าที่กุสังเกตน่ะนะ 
แต่นิสัย สันดาน ก็ไม่ได้ต่างกันมาก วิธีการมอง ความคิด ทัศนคติต่าง ๆ 
จนกุก็ไม่อยากจะเสพทวิตเตอร์แล้วเหมือนกัน 
ทวิตเตอร์นี่ข่าวเร็วนะ แต่มันเข้าใจกันเอง แล้วติด แฮชแท็ก เหมือนกันไปหมด
ถ้าเฟซ ข่าวเร็วไม่เท่าทวิตเตอร์ แต่กุหาต้นสายปลายเหตุได้ว่าเกิดอะไรขึ้นวะ ! ไรงี้
ส่วนไลน์ แม่งข่าวช้าชิบหาย เป็นข่าวที่แบบเก็บตกมาแล้วด้วยนะ
แต่ก็ช่างเถอะ ณ ตอนนี้ กุคิดว่ากุโอเคกว่าตอนเสพอะไรในเฟซว่ะ
ที่กุเสียดายเฟซเก่ามีอีกสาเหตุนึงก็คือ กุเคยโพสต์เกี่ยวกับเรื่องเด็ก ๆ 
หรือเวลากุสอนอะไรเด็ก ๆ แล้วมีรูปมีการบรรยายอะไรไว้ 
อืม ตรงนี้แหละที่กุเสียดาย และกุสามารถปากหมาได้ไง
ส่วนในไลน์กุถือว่ากุไม่อยากหยาบคาย เพราะมันก็อิ่มตัวสำหรับกุแล้วด้วย
กุหยาบคายมามากแล้ว แม้กระทั่งในบล็อกนี้ 
ที่กุหยาบคายมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครหยาบคายแบบนี้บนโลกออน์ไลน์
แล้วก็มีแต่คนแอนตี้ว่า แม่ง หยาบคาย นิสัยเสีย สันดานเลว ฯลฯ
ซึ่งก็แล้วแต่ ! เพราะกุคิดเสมอมาว่า กุจะคอยดู
ถ้า ณ ตอนที่กุเขียนบล็อกวันแรก ไปจนถึงอนาคต ( แม่งก็คือปัจจุบันนี้ เวลานี้ )
จะมีใครที่หยาบคายบนโลกออนไลน์มั้ย หรือกุจะถ่อย อยู่ตรงนี้คนเดียว
ซึ่ง ก็เป็นจริงอย่างที่กุคาดไว้ คนแม่งถ่อยกันชิบหาย หยาบคายชิบหายจริง ๆ 
เรื่องบางเรื่องกุยังไม่กล้าที่จะเขียนเลย กระดากมือ จะพูดก็กระดากปาก
แต่ในเฟซแม่งพูดกันเฉย ! 

ทุกอย่างบนโลกออนไลน์ตอนนี้ สำหรับกุมันไม่มีเสน่ห์อีกแล้ว
ทุกคนหยาบคาย จนกลบสิ่งที่กุเขียนไว้ในบล็อกนี้ไปหมด
แต่คือกุไม่ได้คิดว่าจะแข่งขันอะไรนะ ความหยาบคายสำหรับบล็อกที่กุเขียน
มันไม่ได้ต้องการเท่ หรือเอาชนะอะไร กุมีตัวอักษร 
ที่เอาไว้ร้อยเรียงความหมายทุก  ๆ อย่างสำหรับความคิด
ความรู้สึกของกุ อะไรงี้ คือใครจะอ่าน ก็อ่านไป 
ถ้าไม่มีใครเข้ามาอ่าน กุก็อ่านของกุ ซึ่งไม่ได้เดือดร้อนอยู่แล้ว
และกุก็เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ไหนแต่ไร 
เคยชอบอะไร เคยเกลียดอะไร เคยเป็นแบบไหน กุก็ยังยืนที่เก่า
บางทีกลับมาอ่านโพสต์เก่า ๆ ถึงขั้นต้องไปคุยกับพี่บางคน
ที่แบบว่า พี่ ตอนนั้นบลิวเหี้ยมากเลย บลิวขอโทษนะพี่ 
บลิวไม่น่าพูดเหี้ย ๆ อย่างนั้นกับพี่เลยอะ ทุเรศชิบหาย ขอโทษค่ะ 
อะไรประมาณนี้
ถึงตอนนี้กุว่า ปากกุก็ยังคงหมาเหมือนเดิม 
แต่บางสิ่งบางอย่างมันละมุนมากกว่าเดิม 
และกุก็รู้สึกรักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม
ถ้าเทียบจากโพสต์เก่า ๆ ของกุอะนะ 

เอ้า อีเหี้ย ! เขียนมาแม่งเยอะชิบหาย !
ถึงว่า ปวดสะบักสัด ๆ 
ละเพิ่งจะมานึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ฃ
เออนะ ผรุสวาทออกมาเยอะแยะ
ในวันพระใหญ่เช่นนี้ - -"

อุ๊ย แอบเห็นว่าการเขียนบล็อกดูเหมือนง่ายขึ้น มีฟอร์มอะไรให้กดดูเหมือนง่ายเลยอะ
ไม่แน่ใจว่าจะง่ายมั้ย แต่ฟอร์ม หรือเครื่องมือมันคล้าย ๆ กับเวลาพิมพ์ในเวิร์ดอะ
ซึ่งเมื่อก่อนคือยากมาก จะแปะรูป แปะ Link อะไร 
ก็นู่น ต้องไปฝากไว้กับเว็บอื่น คือกุก็ไม่รู้นะว่ามันทำอะไรได้บ้าง
กุยังไม่เคยลอง แต่เดี๋ยวพอพิมพ์เสร็จ ก็คงรู้กันว่า มันเป็นไง

ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า เป้ก อ่านว่า เป้ก ( ควรอ่านแบบเน้น ๆ ว่า เป้ก ! งี้นะ )
แปลว่า การบวชเป็นพระเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ 
หรือ ถึงเวลาบวชเป็นพระเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์

แต่งประโยค สงกรานต์นี้บ่ได้ไปแอ่วไหนหนาครับ เพราะผมย่ะเป้กปี๋นี้แล้วครับ 
แปลอีกทีว่ะ สงกรานต์นี้คงไม่ได้ไปเที่ยวไหนนะครับ
เพราะว่าผมจะบวช ( เป็นพระ ) ปีนี้แล้วครับ 

บ๊าย ... บาย

นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น

ปล. นี่ก็อยากจะไปเวียนเทียนที่วัด 
เพราะหลายปีละที่ไม่ค่อยได้เวียนเทียนเท่าไหร่
แม่เรียกแระ แวร้ปปปปปปปปปปปปปปปปป !















วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

... เจ็บกว่านี้ มีอีกมั้ย ? ...

นานมวาก ! จริง ๆ ค่ะ ที่กุไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกของกุเลย
ปล่อยร้างมานาน จนต้องทำความสะอาดหยากไย่ และฝุ่นไร
แต่ด้วยสันดานที่กุพึงมีมาโดยตลอด นั่นคือ สันดานแห่งความขี้เกียจ
เรื่องอะไรกุจะเก็บกวาด วะฮะ ๆ เมื่อยค่ะสัด ! ไม่กวาดละ
เอาเป็นว่า กุไม่ได้หายหัวไปไหนค่ะ ยังคงอยู่บนโลกออนไลน์
และส่วนใหญ่ก็ไปร่าน และ แรดออนไลน์ใน Facebook ค่ะ
เพราะมันไม่ต้องใช้หัวคิดอะไรมาก ไม่สิ ก็ต้องใช้หัวคิดนะ
กุมันพวกคิดมาก คิดน้อยอย่างคนอื่นไม่ได้ ไม่ถูกจริต
แต่คือมันก็น้อยกว่ามานั่งเขียนบล็อก ที่ใช้เวลาเยอะมวากกกกกก
ด้วยความที่เกิดเรื่องราวห่าเหี้ยกับกุหลากหลายเหลือเกิน
ทำให้กุไม่สามารถคิด หรือ เขียน ในสิ่งใดลงบล็อกได้เลย ในระยะเวลาปีกว่า นี้
แม่งอี่ห่า กุไม่ได้อวยพรวันเกิดบล็อกกุเลย อีกทั้งไม่ได้รวมเรื่องราวในช่วงปีใหม่ด้วย
ก็ถือโอกาสนี้ ขอให้บล็อกกุมีความสุข อยู่กับกุไปตลอด
และสวัสดีปีใหม่บล็อกกุด้วยค่ะ กุรักบล็อกกุเช่นเดิม มิเคยเปลี่ยนแปลง
บอกไปมึงจะเบื่อกุมั้ยคะเนี่ย ? อย่าเบื่อกุค่ะ เพราะกุคงไม่มีน้ำหน้าไปหาใคร
นอกจากจะมาปลดปล่อย ระบายขี้ ต่าง ๆ นานา ลงในนี้ค่ะ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา กุสูญเสีย และเสียศูนย์ หรือเรียกว่า เสียการทรงตัว มวาก !
หลังจากที่กุไม่ได้ไปเมืองนอกแล้ว กุเป็นบ้าเป็นหลังอยู่นานค่ะ
ตัดสินใจมาทำงานที่เดิม อีกครั้ง ด้วยหวังว่าคงมีบางอย่างดีขึ้น
กุก็ตั้งใจที่จะทำงานค่ะ แต่หลังจากนั้น เหตุการณ์เริ่มย่ำแย่ลง
กุปวดหลัง ปวดต้นคอ ปวดไหล่ สะบัก มันจี๊ดไปจนถึงขา
มันเป็นปัญหามาโดยตลอด นั่นเพราะการทำงาน ความเครียด
และสวะ ชีวิต ได้เกิดขึ้นให้ตัวกุมีความฉิบหายกันอีกแล้ว ในครานี้
เวลาผ่านไปนานพอดู อาการกุเริ่มแย่ รู้สึกได้ว่ามีก้อนอะไรแข็ง ๆ
ที่จับแล้วปวด มันเจ็บ มันเหี้ย มันอะไรก็ไม่รู้
ในเช้าวันอังคาร ที่ 16 พฤศจิกายน 2553
กุลางานครึ่งวัน คือครึ่งเช้าไปทำงานด้วยความลำบาก
แต่นึกถึงเด็กว่า ใครจะเป็นล่ามฯในห้องเรียนให้วะ ? เอาเถอะ ไปก็ไป
แต่พอหมดชั่วโมงตอนเช้า กุเริ่มแย่กว่าเดิมมวาก !!!
เลยขอกลับบ้านครึ่งบ่าย และคิดว่า เอาวะ วันพุธเช้า คือพรุ่งนี้
ไปหาหมอดีกว่า ที่บ้านกุ ก็จะได้สบายใจ ไม่ต้องกังวลกับอาการของกุ
กุโทรคุยกับป้า นานมาก ฝากป้าให้บอกย่าว่ากุกำลังจะไปหาหมอ
แต่ป้าบอกกับย่าว่า " บลิวมันไปหาหมอแล้ว ไม่ต้องห่วง "
หมายความได้ว่า ป้ากุหลอกย่าค่ะ แต่คือหลอกด้วยความที่อยากให้ย่ากุสบายใจ
เพราะยังไงซะ กุก็จะไปหาหมออยู่แล้ว ก็โอเคค่ะไม่ว่ากัน
เรื่องราวมันก็กำลังจะจบลงด้วยความงดงาม แต่ทว่า มันก็ยังไม่จบ
มันเสือกเริ่มเรื่องราวที่กุไม่นึกคิด อาจจะเคยแอบคิด แล้วนอนร้องไห้ก็ตาม
แต่ไม่คาด และไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้
หัวค่ำ ประมาณ ทุ่มกว่า ๆ กุโทรหาเพื่อนชวนกันไปกินข้าว
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไร กุรู้สึกถึงความเจ็บปวดกล้ามเนื้อที่อักเสบอย่างแรง
จะไม่แดกข้าว ก็ไม่ได้ กระเพาะแดกกุอีก พ่อแม่กุต้องลำบากหลายเท่านัก
ดังนั้น กุเลยไปกับเพื่อนด้วยใจลอย ๆ หน้าตาไร้ความสุข
สั่งข้าวแล้วเรียบร้อย น้องชายที่เป็นลูกอาโทรหากุ แล้วเสือกร้องไห้
บอกกุว่า " รู้รึยังว่ายายเข้าโรงพยาบาล ยายไม่สบาย ตอนนี้อยู่ห้องไอซียู "
( ยายของมัน หมายถึงย่าของกุ  เพราะยายของกุนั้นตายไปแล้วค่ะ )
กุก็บอกว่า รู้แล้ว ป้าบอกแล้วว่าเข้าโรงพยาบาลตอนเช้า เห็นว่าย่าอ้วก
แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ งงว่า น้องกุจะร้องไห้ทำห่าอะไร ไอ่ห่านี่
แล้วไปเอาข่าวจากไหนว่าเข้าไอซียู สมองกุตีบตัน ประดุจถูกตีนยัน
แล้วน้องชายกุก็ถามว่า กุจะไปแพร่พร้อมมันคืนนี้มั้ย ?
กุก็ยัง งง ๆ ว่า พรุ่งนี้กุก็จะไปหาหมอ ลางานมาแล้ว กุไม่คิดว่า
ย่ากุจะอาการหนัก ก็คุยกับป้ารู้เรื่องแล้วนี่หว่า กุก็งงได้อีกค่ะ
พอวางสายจากน้องชาย ก็คือกุกับน้องโอเค กลับแพร่กัน
ซักพักกุลองโทรหาแม่กุ พ่อกับแม่อยู่พิษณุโลก
ตอนแรกแม่กุไม่รับสาย ก็เลยคิดว่า คงติดสายอยู่ ธุระมั้ง
แล้วซักพัก แม่ก็โทรมา แม่บอกกุว่า
" บลิว ลูกเอ๊ย ทำใจนะลูก ย่าตายแล้ว ย่าไปสบายแล้วลูก "
กุอึ้ง !!! หมดแรง หน้าเอ๋อ จนเพื่อนมองหน้ากุ กุตะลึงงัน
จะร้องไห้ดีมั้ย ? น้ำตาทำไมไม่ไหล ? จะไหลต่อหน้าคนอื่นเยอะ ๆ นี่เหรอ ?
คำถามมากมายประดังเข้ามา มันถาโถมจนกุรู้สึกมึนงง เกิดอะไรขึ้นกับกุ ?
ผู้หญิงที่รักกุสุดชีวิต มากมายกว่าชีวิตของตัวเอง คนที่เลี้ยงกุมา
ตั้งแต่กุอายุได้เจ็ดเดือน คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับกุ และทุ่มเทให้กุ
คนที่เป็นแม่ ในวันแม่ให้กุกราบ เป็นพ่อในวันพ่อให้กุกราบ
เป็นคนที่ลำเอียงในการให้เงินค่าขนมแก่หลาน ๆ มากที่สุด
เพราะให้กุเยอะกว่าใคร รักกุกว่าใคร แน่นแฟ้นกับกุกว่าใคร
ในบรรดาหลานทั้งสี่คน เพราะกุหลานคนโต
( และเชื่อกันในครอบครัวว่า กุคือปู่มาเกิด คือกุเกิดตอนปู่ยังอยู่
แต่เค้าก็บอกกันว่า คนเรามีขวัญ 32 ขวัญ ดังนั้น ขวัญจะมาก่อนก็ไม่แปลก
ก็นั่นแหละค่ะ ปู่กุตายในปีที่กุเกิด จะนับการจากไปของปู่
ก็นับอายุกุนี่แหละ ง่าย ๆ ค่ะ
และปู่ก็มาเกิดเป็นน้องชาย ลูกของอากุอีกเช่นกันค่ะ
สรุปว่า ปู่กุมาเกิดเป็นกุ กับน้องชาย เอามา 2 ขวัญ
ขนหน้าแข้งปู่กุไม่ร่วงค่ะ เหลืออีกตั้ง 30 โนะ )
ย่ารักพ่อกุมาก จนลำเอียงเช่นกัน
ทุกคนในครอบครัวรู้ว่าย่ารักกุมากแค่ไหน รักพ่อกุมากแค่ไหน
แต่ไม่อิจฉา ริษยา เพราะรู้ และเข้าใจความรู้สึกของย่า
ย่าคือคนแก่ หรือที่กุชอบเรียกว่า " คนเฒ่าน้อย " ที่น่ารัก
ไม่ว่าเพื่อนกุ หรือแฟนเก่ากุ ก็รู้จักย่า และรักย่าเช่นกัน
น้องสาวอีกคน ที่เป็นน้องสาวของน้องชายกุ ( งงมั้ยคะ ?
มาเสือกเรื่องชาวบ้าน อย่า งงค่ะ แม้มึงจะงง กุก็ไม่แก้ไข
หรืออธิบายใหม่นะคะ เพราะกุเข้าใจในสิ่งที่กุเขียนค่ะ @^_^@ )
มันไม่รู้ว่าย่าตายแล้ว และกุก็ไม่รู้ว่ามันเนี่ยไม่รู้
กุไปรับมันที่หอพัก จะรวมตัวพี่น้องทั้งสามคน เพื่อกลับแพร่
อากุ ซึ่งเป็นแม่น้องสาวโทรมา บอกว่าย่าตายแล้ว
มันหันหน้ามาร้องไห้กับกุ และพูดว่า " เย่ยบลิว ยายต๋ายแล้วววว ฮื้ออออ "
กุตกใจ ไม่คิดว่ามันจะไม่รู้ กุเลยต้องไปกอดมัน แล้วปลอบว่า
" อ้าว นี่ยังไม่รู้เหรอ ว่าย่าตายอ้ะ ? " น้ำตากุก็ไหลริน เพราะกุก็แย่แล้ว
เพื่อนกุยืนดูอยู่ สายตาก็รู้ว่าเป็นห่วง แต่ไม่รู้จะพูดอะไร
วันนั้นกุซ้อนมอไซค์เพื่อนมา น้องชายมันก็โทรมาว่าไปรอกุที่หอพักกุละ
น้องสาวก็บอกว่าขอขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าชุดดำก่อน เพราะตอนแรก
เอากระเป๋ามา แบบไม่ได้เก็บเสื้อผ้างานศพเลย เพราะคิดว่ายังไม่ตาย
ตอนแรกกุ 3 คน ตั้งใจว่าจะรวมตัว และนอนด้วยกัน ที่หอพักกุ
แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้ปั่นป่วน และไม่ลงตัว
ก็เลยนอนที่หอพักของตัวเอง และตอนเช้าจะกลับแพร่
สาเหตุอีกอย่างคือ รถเมล์เขียวสายเหนือเสือกไม่มีรถเลย !
เป็นไปได้ไงวะ อี่ห่าลาก !!! มึงจะมารถหมดส้นตีนอะไรตอนนี้คะ ? !!!
กุกระวนกระวายใจ โทรถามเหตุการณ์ไป ร้องไห้ไป ไม่รู้จะทำไง
น้ากุ ก็โทรหากุ ด้วยความที่ทุกคนรู้ว่ากุกับย่ารักกันขนาดไหน
มีกุมีย่า มีย่ามีกุ มันรู้กันไปโดยอัตโนมัติ จนไม่ต้องอธิบายห่าอะไรอีก
กุนอนไม่หลับ นั่งร้องไห้บ้าง นั่งเบลอบ้าง ไม่รู้จะจัดการกับชีวิตยังไง
โทรหาเพื่อนสนิทที ก็ร้องไห้ที เพื่อน ๆ ต่างพากันตกใจ
เพราะรู้จักย่ากุ ก่อนหน้านี้ ตอนอาจารย์บังคับให้ไปถือศีล 8 ที่วัด
ตอนอยู่ปี 1 อาจารย์อนุญาตให้พาคนในครอบครัวไปด้วยได้
กุก็เอาย่านี่แหละ ไปด้วย เพราะย่ากุเข้าทางธรรมะมาตลอด
สิ่งที่กุได้จากย่า ก็คือธรรมะที่ปลูกฝังตั้งแต่เล็ก ๆ
มันฝังเข้ามา และยังซึมอยู่ในจิตใต้สำนึก จะมาเอาจริงเอาจัง
( แต่ก็ไม่ถึงกับจริงจังว่ะ แค่รู้สึกอยากศึกษาให้มากขึ้นกว่าเดิมมากกว่า )
ก็ตอนที่ย่าตายไปแล้ว สมัยที่ย่ายังอยู่ ถ้ากุสวดมนต์ยาว ๆ เช่น ชินบัญชร
หรืออะไรก็ช่าง ย่าจะรู้สึกยินดี ย่าจะปลื้มกับสิ่งที่กุทำ
น้ำหน้าอย่างกุ เคยอกหักนะคะ เคยมีความรัก และคนรักค่ะ
ณ ช่วงเวลาที่จำต้องเลิกรา กันไป ก็ชินบัญชรนี่แหละค่ะ
พกติดตัวตลอดเวลา เครียดก็หยิบขึ้นมาอ่าน ๆๆๆ ท่อง ๆๆๆ
เพื่อให้ลืมความเจ็บปวดไปบ้าง แม้เพียงกระผีก ริ้น ก็ยังดี
ตอนนั้นกุอยากท่องปากเปล่าได้ กุเลยบอกย่า
ย่าก็ให้กุหันหน้าไปทิศที่วัดระฆัง ( หลวงปู่โตฯ ) ตั้งอยู่
แล้วอธิษฐานขอให้กุสวดมนต์คาถาชินบัญชรได้แบบปากเปล่า
ย่าดีใจมาก ที่กุมีความคิดที่จะสวดมนต์แบบนั้น ปกติก่อนนอน
กุก็สวดมนต์ค่ะ แต่ก็แค่นิดเดียว ไม่ถึงกับเป็นอะไรยาว ๆ ขนาดนี้
ถ้าวิญญาณย่ากุได้รู้ได้เห็น คงรู้สึกยินดียิ่งขึ้นอีกกระมัง
เพราะตอนนี้กุสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก พร้อมกรวดน้ำเสร็จสรรพ
ส่วนชินบัญชร กุเลิกสวดตั้งแต่รู้ว่ากุไม่ได้ไปเมืองนอกละ
กุงอน !!! งอนจริง ๆ กุรู้สึกว่า เป็นเหี้ยไรวะ
กุผิดอะไร !!! แม่งชะตาเล่นตลกกับกุละ ไม่ยุติธรรม !!! และ ฯลฯ
พอย่าตายไป กุจนปัญญา จนได้รู้จักกับสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นไปในวันนี้กับกุ
ขี้เกียจพิมพ์ว่ะอี่ห่า ยาวเกิน กุขี้เกียจระลึกย้อนไปขนาดนั้น
มันยิ่งทำให้กุกลับเข้าสู่สภาวะเดิม ๆ ที่กุเคยเคียดแค้น เกลียดชัง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทำให้กุพลัดพรากจากย่าของกุ
กุไม่มีลางร้ายบอกเหตุอะไรเลย นอกจากอาการไม่หิวข้าว
แต่ก็เนื่องด้วยความเจ็บปวด ร่างกาย ในสิ่งที่กุคิดว่ากุทำดีแล้ว
เหตุใดจึงต้องมีเรื่องหัวควย ๆ เข้ามากระทบกับกุอีก !!!
ย่ากุไม่สบายใจมาก ย่าบอกว่าอยากมาเชียงใหม่ ใครชวนไปไหน
ก็รู้สึกไม่อยากไป นึกแค่ว่าอยากเห็นกุ เป็นห่วงกุ อยู่แค่นั้น
จะไม่ให้กุเคียดแค้นอะไรได้วะ ก็ในเมื่อตัวกุทำในสิ่งดี
ตามที่ย่า และครอบครัวปลูกฝังแล้ว แต่เรื่องร้ายแรง
ก็เกิดขึ้นกับกุไม่หยุดหย่อนเลย แม้แต่คนใกล้ชิด
ที่ไม่คิดว่าแม่งจะมองกุในทางเลว ก็ไม่เคยถามกุซักคำ
ในพฤติกรรมนั้น ๆ  ที่คิดว่ากุเป็นคนผิด หรือทำสิ่งผิด ( จากที่ทำงาน )
สุดท้าย ก็นั่นแหละค่ะ ก็เพิ่งได้รู้ ว่าใครกันแน่ ที่แม่งชั่ว !!!
ตอนนั้น ย่ากุกินโจ๊กที่อาต้มให้ แล้วก็คุยกับหลานที่เป็นญาติของย่าซักพัก
อาอีกคน ( ที่เป็นแม่น้องทั้ง 2 ที่อยู่เชียงใหม่กับกุ ) ก็เดินสวนเข้ามา
เกิดเอะใจ เดินเข้าถามป้าที่อาบน้ำอยู่ในห้องน้ำว่า
" จะนอนเป็นเพื่อนแม่ใช่มั้ย ? " ป้ากุตอบว่า " เอ้อ ก็จะนอน "
อากุเลยเดินไปห้องย่าอีกที แล้วมองลอดมุ้งลวดเข้าไป
เห็นย่ากุนอนหงาย ลักษณะมือออกแนวหงิกงอเข้ามา ( แม่งกุนึกภาพไม่ออก )
แต่เค้าบอกว่า มันคือลักษณะคล้ายกับคนที่หัวใจวาย
อากุพอจะรู้นิดหน่อย เลยไม่ชัวร์ ก็เรียกย่ากุ
" แม่ แม่ แม่ แม่ !!! แมมมมมมมม่ !!! แม่จ๋า !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! "
ไม่ต้องพูดอะไรมาก ย่ากุไปแล้ว ตายไปแล้ว !!!
อากุร้องไห้ เสียงดัง เรียกทุกคนในบ้าน ป้ากุรีบออกจากห้องน้ำ
เกือบลืมใส่เสื้อผ้า ส่งเสียกเรียกย่า ป้ากุ และอา 2 คน ช่วยกันเรียก
และปั๊มหัวใจให้ย่า ( ความรู้พื้นฐาน อสม. )
ย่าไม่ตื่น ย่าไม่กระดิกตัว ไม่อะไรเลย !!!
หลานย่าซึ่งเดินสวนกับอากุในตอนแรกรีบวิ่งเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เพราะยังเดินไม่ถึงรั้วประตูบ้าน รีบอุ้มย่าขึ้นรถอากุ
แล้วขับรถไปโรงพยาบาล เข้าไอซียู และปั๊มหัวใจ
ก็เท่านั้น ... ชีวิต นอกจากจะบัดซบ แล้ว ก็เท่านั้น ...
มีแต่หายใจ กับไม่หายใจ ที่เป็นนิรันดร์

หากกุเขียนบล็อกในช่วงเวลาที่ยังรู้สึกกับสิ่งใดมากมายอยู่
ในวันนั้น ภาษา ที่กุเขียนคงไม่เป็นแบบนี้
มันคงจะคุ กรุ่น และเต็มไปด้วยคำสาปแช่ง เดือดดาล
ให้แก่ทุกอย่างที่แม่งเกิดขึ้นกับกุ รวมถึงบุคคลต่าง ๆ
ที่แม่งคงตายห่าไปเพราะคำแช่งของกุ ทั้งเป็น
และตัวกุด้วย ที่ต้องตายไปกับหัวใจที่อ่อนแอ
ซ้ำร้ายก็ยังถูกเผาด้วยความแค้นจนไม่เหลืออะไรอีกเลยก็เป็นได้
พ่อแม่กุเก็บความรู้สึกมากที่สุด โดยเฉพาะพ่อกุ
พ่อขับรถด้วยอาการเสียใจอย่างรุนแรง แต่ไม่ร้องไห้
ป้าและอาทั้ง 2 ยังไม่เอาย่าเข้าโลง เพราะอยากให้พ่อมาเห็นก่อน
แต่พ่อกลัวจะเป็นเหมือนปู่ ที่สมัยก่อน ปู่ตัวแข็งมาก
( แต่อา กับป้ากุบอกว่า ย่าตัวนิ่มมาก แล้วก็ตัวอุ่น ๆ ไม่แข็งเลย )
ตอนที่เอาเข้าโลง จนต้องหักแขน หักกระดูกกันบ้าง
พ่อไม่อยากให้ย่าเป็นอย่างนั้น อากุได้แต่ร้องเพลงที่เคยร้อง
แล้วถ้าร้องทีไร ย่าจะร้องรับทุกที อาร้อง ๆๆๆ ร้องจนเสียงแห้ง
ย่ากุก็ไม่ฟื้นมาขานรับเพลงที่ร้องเลย นิ่งไปแล้ว
TT______TT

พ่อบอกว่า เอาย่าเข้าโลงได้เลย ไม่ต้องรอ ไม่อยากต้องหักแขนหักขาท่าน
คนที่แพร่ เลยต้องหามย่าเข้าโลงเย็น ยังไม่ปิดฝาโลง
ย่าเหมือนคนนอนหลับ ปากยิ้มนิด ๆ ลูก ๆ ของย่า
เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดขาว ตามที่ย่าเคยสั่งเสียไว้
( บ้านกุสั่งเสียกันไว้ตลอด เรื่องความตายไม่เคยแคร์สื่อ
ไม่เคยคิดว่ามันคือลาง คือห่าอะไร ตายก็ตาย )
ย่ากุเข้าวัดบ่อย ไปนอนวัดบ่อย ทำสมาธิบ่อย
นุ่งขาวห่มขาวตลอด เลยอยากตายในชุดสีขาวของแก

มันมีความรู้สึกมากมายนัก ที่กุอยากเขียน
กุอยากเขียนไว้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง มันคือที่ที่กุสามารถเก็บเรื่องราวไว้ได้
แต่กุก็ไม่รู้จะเขียนเหี้ยอะไร เขียนยังไง ผ่านมาปีกว่าแล้ว
ความรู้สึกนั้นยังอยู่ หลายครั้งที่กุต้องนอนร้องไห้
ที่กุต้องนั่งร้องไห้ ที่กุต้องร้องอยู่อย่างนั้น เป็นวรรคเป็นเวร
กุกับน้อง ๆ ลงจากรถที่หน้าปากซอย เดินเข้าบ้านมา
สวัสดีทุกคน ที่รู้จัก และไม่รู้จัก
น้องสาวแท้ ๆ ของกุ มันอยู่บางกอก ก็นั่นแหละ เกือบไม่มีรถมาเช่นกัน
มันทำทุกอย่าง แม้จะได้ยืน หรืออะไรมันก็ยอม
จนมันได้ขึ้นมาบนรถทัวร์ มันก็ร้องไห้มาตลอดทาง
มันบอกว่า คนอื่นอาจคิดว่ามันหนีพ่อแม่มา หรือ อกหัก หรือเหี้ยไรก็ช่าง
มันไม่ได้แคร์ ไม่ได้ใส่ใจ หรือสนใจใครอีกต่อไป
ในใจมีแต่เรื่องย่าเท่านั้น มันบอกว่า มันบอบช้ำเหลือเกิน
เพราะวันที่มันจะกลับบางกอก ย่าก็มาส่งมัน มันรู้สึกโหวงเหวงใจ
แต่ก็คงเป็นอาการเดิม ที่จะต้องจากบ้านมา
มันเลยบอกว่า ถึงวันนี้เลยได้เข้าใจ ว่าทำไมถึงรู้สึกโหวงเหวงขนาดนั้น
เพราะย่ามาส่งมันเป็นครั้งสุดท้ายนี่เอง
( น้องกุเพิ่งกลับจากแพร่ไปบางกอก แค่วันเดียว ย่าก็ตาย )
มันมาถึงแพร่ก่อนกุกับน้อง ๆ ทั้ง 2 คน
น้องชายกับน้องสาวเดินเข้าไปหาโลงศพย่า และร้องไห้
ส่วนกุ นั่งทำใจ ไม่กล้าเดินเข้าไป พอทำใจได้ กุเดินเข้าไป
มองหน้าย่า ในโลงเย็น กุร้องไห้เสียงดัง กรีดเสียงร้องเหมือนคนบ้า
ตอนยายกุตาย ก็แบบนี้ ได้มางานยายตอนวันเผา เพราะมีสอบ
และเมื่อย่าตาย กุไม่ได้อยู่ในวันที่ย่าตายจากกุไป กลับได้มา
ในอีกวัน กุน้อยใจ กุเสียใจ กุเสียความรู้สึก กุเจ็บปวดทั้งกายและใจ
กุซื้อพวงมาลัย หมายจะกราบเท้าย่าครั้งสุดท้าย ก็ไม่ได้กราบ
เพราะย่าอยู่ในโลง ได้แค่กราบหน้าโลงเท่านั้น
น้องสาวกุแม่งเสือกมารู้ว่าตัวเองสอบผ่าน จบปริญญาตรีแล้ว
ก็ตอนที่ย่าตายได้ 1 วัน พอดี ( อีกแล้ว !!! น้องกุประสบแต่สิ่งที่
เป็นอะไรที่ ผ่าน 1 วัน แล้วย่าตาย ตลอดเลยเว้ย )
คราวนี้มันร้องห่มร้องไห้น่าสงสารมาก มันบอกว่า
ผิดจากที่เคยหวังไว้ มันหวังว่าย่าจะได้ไปงานรับปริญญาของมัน
มันคิดว่า ตอนบอกว่าเรียนจบ ย่าจะดีใจกับมันสุด ๆ
ที่จริงผลสอบคงจะออกนานแล้ว แต่เพิ่งติดประกาศอย่างเป็นทางการก็คือวันนั้น
ที่ย่าตายเพียง 1 วัน เศร้าว่ะ ห่า
TT___________TT

มันบอกว่า ถ้าแม่งติดประกาศก่อนหน้านี้ ย่าคงได้รู้แล้วล่ะ
แต่ย่าก็ดูมั่นใจ ตอนที่เคยคุยกันกับมัน ย่าบอกว่า
" ย่ามั่นใจ๋ ว่าโบต้องจบปีนี้ แน่ ๆ "
( น้องกุแม่งเรียนจบช้าค่ะ เสือกไปเรียน นิติฯ อี่ ดอก ! ยากเลยมึง )
น้องกุก็เลยคิดว่า ย่าคงรู้แล้ว เพราะมั่นใจซะเหลือเกิน ก่อนที่จะตาย
น้องกุบอกว่า มันเหมือนกับว่า ออกจากแพร่กลางคืน ไปถึงบางกอกเช้า
เอาข้าวของเก็บ พอตกเย็น ถึงหัวค่ำ รู้ว่าย่าตาย จากเราไปแล้ว
มันก็รีบกลับมาแพร่อีก แค่เอาของมาเก็บ แล้วก็มางานศพย่าน่ะเหรอ !!!
มันก็รู้สึกโกรธทุกสิ่งอย่าง ไม่แพ้กุเช่นกัน

ในวันเผา กุซ้อมร้องทำนองเสนาะ ตอนแรกจะอ่านแค่กลอน
ที่ไม่ต้องใส่ทำนอง อะไร
แต่กุก็บอกอาว่า " แบบนี้ทำไมไม่อ่านเป็นทำนองไปเลย ? "
อาถามกุว่า " อ้าว กล้ามั้ยล่ะ ? บ้านเราก็ยังไม่เคยมีใครทำนะ
เค้ามีแต่คนอ่านกลอนธรรมดา ๆ ถ้ากล้าทำเลย ซ้อมเลย "
ก็ด้วยความที่กุก็หน้าด้าน เอ๊ย กล้าแสดงออกไง
กุก็ไม่ได้อาย กุเลยซ้อมอยู่หน้าโลงศพของย่า
เช้าวันนั้นกุไปไม่ทันที่เค้ายกศพย่าออกจากโลงเย็น พร้อมปิดฝาโลงไม้
เตรียมลากไปเผาที่ป่าช้า กุขอให้เค้าช่วยเปิดอีกที เพราะกุอยากเห็นย่า
อยากแต่งหน้าให้ย่า แม้ว่าอาจะแต่งให้แล้วก็ตาม แต่กุอยากเห็น
กุอยากแตะหน้าย่า กุอยากสัมผัสกับย่า ไม่มีใครอยู่กับกุเลย
กุทั้งกล้า และทั้งกลัว เพราะคำว่า เป็น กับ ตาย ก็ห่างกันเพียงนิดเท่านั้น
มันจึงมีบางอย่าง ที่ทำให้กุกลัว กุถามตัวเองตลอดว่า
อ้าวอี่ห่า จะกลัวทำไมวะมึง อี่บลิว ในเมื่อตอนนอนกับย่าตัวเป็น ๆ
มึงก็ทำมาแล้ว นี่ก็ย่าเช่นกัน แต่ในใจอีกใจ กุก็บอกตัวกุอีกว่า
เฮ้ย ก็ย่าตายแล้วอ้ะ ย่าตอนนี้ ไม่มีวิญญาณอีกแล้ว
เหมือนสังขารที่อยู่เฉย ๆ มีเน่า มีพัง ไปได้ และดูเหมือนว่า
ร่าง ๆ นี้ ไม่ใช่ย่ากุ ซะงั้นแหละ เอาเป็นว่า
กุทำกล้า ๆ กลัว ๆ ไปซักพัก พระก็เข้ามา แล้วมองดูย่ากุ
" เอ้อ ยายเอ๊ยย ยายไปสบายแล้วเนาะยายยย หลับแล้วยิ้มด้วยเนาะยายเนาะ "
ก็คือทุกคนเข้าใจว่าย่ากุไปสบาย แบบที่สบายจริง ๆ หลับตายไปเลย
เวลาแค่ไม่กี่นาที ที่อาเดินสวนกับหลานย่า อาจแค่เอนตัวหลับ
จิตก็ลอยล่องไปทันที กุคิดว่าเป็นแบบนั้นนะ
หลานย่ากุ ที่เป็นพระ ก็ฝันเห็นย่ากุไปนั่งยิ้มให้ ใส่ชุดขาวซะด้วย
ตอนนั้นพระรูปนี้ปิดมือถือ ใคร ๆ  ก็ติดต่อไม่ได้
พอฝันเห็นย่าเท่านั้น ก็โทรมาถามที่บ้านว่า " ป้าเป็นอะไรรึเปล่า ? "
จึงได้รู้ว่า ย่ากุตาย ที่บ้านกุก็กังวลว่าหลานย่าที่เป็นพระนี้
ยังไม่รู้ว่าย่ากุตาย จะทำยังไงดี จู่ ๆ พระรูปนี้ ก็เดินลงจากรถทัวร์มาเลย

นี่คือสังหรณ์ คือวิญญาณ คือผี คืออะไร กุไม่รู้
แต่มันเกิดขึ้นแล้ว ทำให้ได้รู้ว่า เรื่องแบบนี้ มันก็มีจริง
กุนึกเสียดาย ในวันเผาย่า ไม่ได้ถ่ายรูปกับหน้ารถแห่ศพเลย
ไม่มีรูปกุเลย เพราะกุมัวแต่ซ้อมอ่านทำนองเสนาะนั่นแหละ
แต่ย่าคงเข้าใจกุ กุรู้ว่าย่ารู้ มันมีบางอย่างที่กุรู้สึกได้
ว่าย่าชอบแบบนี้ ชอบให้กุกล้าแสดงออก ชอบให้ทุกคนรื่นเริง
ชอบให้เป็นในแบบที่ครอบครัวของกุกระทำให้ ปฏิบัติให้
ระหว่างทางที่เดินไปพร้อมรถแห่ศพของย่า ไปถึงป่าช้า
กุร้องไห้ไปตลอดทาง งานทางเหนือ จะมีตุง หรือธง
สำหรับงานศพ ปักอยู่บนรถพร้อมโลงศพ
ธงสะบัดมาปัดแก้ม ปัดหน้ากุตลอดเวลา อาจเพราะกุอยู่ในมุม
ที่ทำให้ธงปลิวมากระทบก็เป็นได้
แต่ใจกุ มโน ได้อย่างเดียวว่า ย่ามาปลอบไม่ให้กุร้องไห้
ย่ามาเช็ดน้ำตาให้กุ กุสบายใจที่จะคิดแบบนี้
ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่บังเอิญ กุคงไม่มีความสุข
อย่างน้อย กุขอคิดแบบนี้ มันทำให้กุใจชื้นขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย
สงสารพ่อเหลือเกิน พ่อเป็นผู้ชายที่ต้องข่มอารมณ์ ไม่ให้แสดงออกมาก
ทำไมพ่อกุไม่ร้องไห้วะ ? กุรู้สึกอึดอัดแทนพ่อกุมาก ไม่รู้จะทำยังไง
อยากให้ย่าไปเข้าฝันพ่อ บอกให้พ่อแสดงออกมา ไม่ต้องห่วง
ไม่ต้องกังวล ว่าจะกลายเป็นคนอ่อนแอ จะกลายเป็นคนไม่เข้าท่า
จะกลายเป็นที่พึ่งพาของคนในครอบครัวไม่ได้
ธรรมชาติสร้างน้ำตาให้คนเราได้ระบายออก ถ้าไม่ระบาย
มันจะทำให้คนเราเป็นบ้า เป็นทุกข์กว่าที่เคยเป็น มันแย่ กุรู้ !!!
ก่อนเผาย่า กุขอขึ้นไปดู กุถามคนอื่น ๆ ว่า " ไหนมือย่า ๆๆ "
เพราะกุร้องไห้ไปด้วย เค้าก็จะเอากุออกไป กลัวกุแย่
แต่กุอยากจับมือย่า ซักนิดก็ยังดี กุหามือย่า
กุขอสัมผัส กุขอจับมือย่า เป็นครั้งสุดท้ายจริง ๆ
เสียดายอีกครั้ง ที่กุทำไมไม่บอกให้เค้าหาเท้าย่าให้กุที
กุจะได้กราบแทบเท้าย่ากุ เสียดายชิบหายค่ะ จริง ๆ
เจ็บปวดว่ะค่ะ นึกแล้วก็เจ็บปวด มันแย่จริง ๆ ที่เสียคนที่เรารัก
และรู้ว่า คน ๆ นั้นก็รักเรายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด อะไรก็บลิว อะไรก็บลิว
มันเป็นอย่านั้นจริง ๆ ว่ะ เฮ้อ ~
TT_________________TT

หลังจากเหตุการณ์นี้ กุต้องกลับเชียงใหม่ มาสะสางทุกอย่าง
ไปหาหมอ ได้ยามาแดก แต่อาการไม่ดีขึ้น
หมดเวลาในการลาป่วย ที่หมอกำหนดให้พักในใบรับรองแพทย์
กลับไปทำงาน อีกครั้ง คราวนี้ กุปวดจนแย่ ยกแขนไม่ขึ้นจริง ๆ
กุต้องแอดมิท ที่โรงพยาบาล โทรเรียกน้องชายให้มารับด่วนมวาก !!!
หมอบอกกุว่า กุจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ฮ่า ๆๆ ไม่ใช่ค่ะ
หมอบอกว่า ถ้ากุไม่หยุดทำงานนี้ กุจะเป็นอัมพาต
วันต่อมา กุทำงานไม่ไหว กุเลยฝากเพื่อนยื่นใบลาออกให้
ลาออกแบบกะทันหัน และแนบใบรับรองแพทย์ไปด้วย
และหลังจากนั้น จนถึงวันนี้ กุก็ต้องไปหาหมอตลอดเวลา
ฝังเข็มเอย กายภาพบำบัดด้วยการดึงคอเอย
รู้สึกว่า หมอให้กุไป X - ray ก็รู้ว่ากระดูกคอกุเคลื่อนนิดโหน่ยยย
คือก็นะ หลังจากงานศพย่า แล้วกุก็เสร่อไปหาหมอเนี่ยนะ
กุไปมาแล้วหลายที่ค่ะ 4 ที่ ได้มั้ง แล้วก็เสร่อไม่หายอะค่ะ
จนกุตัดสินใจปรึกษากับคุณหมอเรื่องฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า ฯลฯ
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด แอร๊ยยยยยยยยยย ~
กุต้องทำนั่นนี่เยอะมวากกก กุสงสารพ่อแม่กุ๊วววววววววว
จ่ายเงินไปเป็นแสนแล้วมั้ง !!! อีกอย่าง คุณหมอก็เป็นแผนปัจจุบันนี่แหละ
แต่บินไปเรียนศาสตร์จีน โดยตรง มาด้วย โอ้ววว หมอกุเก่งหลายอย่างค่ะ
ก็นั่นแหละ ชีวิตในวันนี้ ผ่านอะไรมาแม่งเยอะแยะเลยว่ะ
แต่กุก็หายไปบ้างนะ อาการเจ็บปวดยังมีอยู่
ทว่า ... ไอ่ที่แม่งบวม ๆ คือพังผืดค่ะ ที่มันหน้าด้าน
มายึดกล้ามเนื้อกุอย่างเปิดเผย ก็นิ่มลง สลายลงไปบ้าง
ยาก็ไม่ต้องแดกมากเหมือนเมื่อก่อน แดกจนแม่งลิ้นกุขม
ฆ่ากุเลยดีกว่า อี่ห่าาาาาาาาาาาาาาาาา !!!

กุเคยอธิษฐานบอกเจ้ากรรมนายเวรเยี่ยงนี้ด้วยค่ะ
" ถ้าไม่ให้ตาย ก็ขอให้หายบ้างเถอะ ! สงสารพ่อแม่ "
เชื่อมั้ยคะ แม่งกุหายจริง ๆ นะ ภาวะอาการปวดตอนนั้น
มันก็บอกไม่ถูก มันต้องรู้สึกเองว่ะ ของแบบนี้ แต่อย่างมงายมาก
บางทีมันอาจเป็นจิตใต้สำนึกสั่งตัวเองก็ได้ จะอะไรก็ช่างเถอะ
มันก็ทรง ๆ ทรุด ๆ มาตลอด จนกุก็เซ็งที่จะป่าวประกาศอะไรละ
ใครเข้าใจก็คือเข้าใจ ไม่เข้าใจก็ช่างมึง ! ไม่ใช่พ่อแม่กุ !!!
สิ่งที่ทำให้กุได้คิด ณ เวลานี้ก็คือ ถ้าย่าไม่ตายวันนั้น ยังไงซะย่าก็ต้องตายอยู่ดี
ในใจกุมโน นิดนึงว่า มันก็นะ ถ้ากุได้อยู่ด้วย ได้มีเวลาพูดคุยด้วย
ได้ลาจากกัน หรืออะไร มันจะเป็นยังไงวะ ? ช่างแม่งเหอะ
กุอาวรณ์ อาลัยถึงย่าเสมอ กุกรวดน้ำให้ดวงวิญญาณย่ากุ ปู่กุ และยายกุ ตลอด
ทำบุญให้ หลายอย่าง และแม้กระทั่งด้วยการบวชชีพราหมณ์ให้ย่า
ในวันเกิดกุที่ผ่านมา ปีที่แล้วด้วย
ใส่ชุดขาวของย่านั่นแหละ หวังว่า จะมีความสุขบังเกิดกับดวงวิญญาณย่า
และครอบครัวกุ ต่อแต่นี้ไป จะเป็นยังไงต่อก็ไม่รู้ แต่กุขอแค่ว่า
อย่าให้มีอะไรเบียดเบียนความรู้สึกครอบครัวกุอีกเลย
แค่กุคนเดียว กุก็ทำให้คนที่รักกุทุกข์มากมายละ
เป็นไปได้ กุขอไม่เกิดอีก กุรักใคร ไม่ว่าครอบครัว หรือคนรักกุก็ทุกข์
ใครรักกุ โดยเฉพาะครอบครัว
ที่รักไร้เงื่อนไข ปราศจากเหตุผล เค้าก็ทุกข์
กุเลือกอะไรได้บ้างวะ ? นอกจากความบัดซบของชีวิต
คำว่า " ชีวิตบัดซบ !!! " แม่งฟังแล้ว โคตรบัดซบ !!! ได้สาแก่ใจกุจริง ๆ
... น้องบลิวฮักย่าหนาเจ้า คนเฒ่าน้อย ... ยังนึกถึงตลอดเวลา
ไม่ว่าที่บ้านเราจะยะอะหยัง ทุกคนย่ะนึกว่ามีย่าอยู่เคียงข้างตลอดเวลาเจ้า จุ๊บ ๆ
น้องบลิวกึ้ดเติงหาย่าเจ้า นึกถึงต๋อนตี้นอนกอดย่า ต๋อนได้อ้อนย่า ต๋อนตี้ได้ฮ้องย่า
                                        " คนเฒ่าน้อย ๆๆๆๆๆ สลิดนัก ! " จะอี้นิ

                                            กึ้ดเติงขนาด TT_________TT ...
... น้องบลิวฮักย่าตี้สุดเจ้า ... กราบบบบบบบบบบ แทบเท้าย่า 
ถ้าเป๋นไปได้ ขอน้องบลิวกราบย่าเน้อเจ้า ...

ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า เวรตัน อ่านว่า เวน - ตัน แปลว่า กรรมตามสนอง
แต่งประโยค บ่ดีไปว่าฮื่อเขานักเน้อ ตั๋วเฮายังบ่มีลูกมีเต้า เดียวมันย่ะเวรตันลูกเฮา
แปลอีกทีว่ะ อย่าไปว่าให้ใครเค้ามากนัก เรายังไม่มีลูกมีเต้า
มันจะเป็นเวร เป็นกรรมที่ตามสนองรุ่นลูกของเรา
บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น
ป.ล ไปเจอกุใน Facebook ก็ได้นะ ถ้าอยากเจอ แอดอีเมลกุมาละกันค่ะ
สำหรับคนที่อยากเจอ ไม่อยากเจอกุไม่ว่า กุจะไปว่าใครได้ กุด่าอย่างเดียว
อ้าว !!! 
ล้อเล่นค่ะ แต่ก็นั่นแหละ กุด่าถ้าไม่พอใจ ด้วยเหตุผลของกุ ฮ่า ๆ
รักทุกคนที่รักกุค่ะ ยังไม่ลืมบล็อกนี้ และจิตวิญญาณของตัวกุเอง ยืนยัน !!!










วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

... อนาค( ด )ต ...

กุลาออกจากงานตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว
ด้วยเหตุเพราะกุระริกระรี้อยากจะไปเมืองนอก
เป็นโครงการ ๆ นึง

ถ้าไปอเมริกาต้องไปก่อนกุอายุ 27 ขวบ
ณ ตอนนั้นกุอายุได้ 25 พฤษภาคม จะ 26
ฉิบหาย !
กลัวจะไม่ทัน กุก็ไม่รู้ว่าจะต้องสมัครหรือเตรียมตัวยังไง
จะมีใครเอากุไปเลี้ยงลูกเค้ามั้ย
ด้วยความที่ไม่มีเงินทอง ขนาดที่จะต้องไปเรียนต่อ
และด้วยความที่กุก็โง่อยู่เป็นทุน
ไม่สามารถจะชิงทุน ชิงเปรตอะไรกับเค้าได้
ดังนั้น กุจึงต้องออกมาเตรียมเอกสาร และเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก
อันที่จริงตัวกุนี่จบครูมาอยู่แล้วนะ
( ใครไม่เชื่อคะ ? ตบกับกุมั้ย ? )

แต่เค้าบอกว่าต้องการคนที่มีประสบการณ์แบบล่าสุดที่สุด
เอาวะ ! ในเมื่อต้องการแบบล่าสุดขนาดนั้น
กุจึงจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
สิ่งนี้พี่ก็รัก สิ่งนั้นพี่ก็หลง เอ๊ะ ! มะใช่
-"-
คือกุก็ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มันดี
จะทำงานสองอย่างก็คงไม่ได้ งานประจำทำเวลาราชการ
ถ้าจะต้องไปเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก
กุคงต้องไปเวลาราชการเช่นกัน
ที่ไหนจะเปิดให้กุไปเลี้ยงตอนกลางคืนวะ ?
ถึงเปิดกุก็คงไม่ไป ทำงานหนักเกินไป กุก็อ่อนล้าได้
อันตัวกุ มันถึกก็จริง แต่ความถึกก็ไม่ใช่จะบิ๊วด์ได้ตลอด
มันจึงจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่กุต้องพัก
ตอนแรกกุสมัครไว้กับเอเจนซี่แห่งนึง
เลือกแล้วว่าใกล้หอพักกุที่สุด ขี่รถไปไม่ถึง 5 นาที

จ่ายเงินค่าสมัครแล้วเรียบร้อย ไปทำเอกสารแล้วบางส่วน
แล้วกุก็ไปขอฝึกเลี้ยงเด็กกับโรงเรียนที่แพร่
นั่งรถไปกับอากุ ขออนุญาต ผอ. แล้ว
เด็กนักเรียนที่นี่น่ารักมาก กุก็ขอสอนอนุบาล
อันที่จริงน้ำหน้าอย่างกุเนี่ยรักเด็กนะ

แล้วกุก็ชอบบรรยากาศของโรงเรียนชนบทมวากกกกกก ค่ะ

เด็ก ๆ ตื่นเต้น ลั้ลลากันมาก กุก็เกิดอาการเกร็ง ๆ เช่นกัน
แต่กุเปล่าตื่นเต้นค่ะ เพราะก็แหม ... นะ กุก็เคยเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ

... กุปวดขี้น่ะค่ะ @^_^@ ...

เช้ามา ถ้าอากุจอดรถ เด็กนักเรียนอนุบาลที่กุสอนแม่งก็รีบวิ่งมาแระ
ถ้าเห็นกุลงรถ
ทั้ง ญ และ ช จะทำตัวเยี่ยงมีชาติกำเนิดเป็นนกหวีดกันเลยทีเดียว
" กรี๊ดดดดดด แอร๊ยยยยยย คุงคูววว บลิวมาแล้ว ๆๆๆๆๆ "
( เด็กพวกนี้พูดสำเนียงเดียวกับคนเชียงใหม่เลยเว้ยเฮ้ย
มีอยู่หมู่บ้านเดียวนี่แหละที่พูดแบบนี้ )

" คุงคูวววว เจ้า วันนี้น้องย่ะเฮียนร้องเพลงกับคุงคูวววว แหมหนาเจ้า ^^ "
( เอ่อ คือกุชอบหลอก เอ๊ย ชอบพาเด็กทำกิจกรรม
ร้องเพลงเอย เล่นเกมเอย เล่านั่นนี่โน่นเอย )
รู้สึกถึงความมีคุณค่าที่กุคู่ควรเลยกุ
สวยด้วยอะไรด้วย รักเด็กด้วย วุ้ย ! แหล่ม ก๊ากกก
( อย่าคิดว่ากุจะอายค่ะ วินาทีนี้ กุผ่านความอายมาหลายขุมนักแล งิงิ )

ตอนเย็นก็ปลุกเด็กให้ไปล้างหน้า ทาแป้ง หวีผม แดกนม
แอบคิดว่า เอ ไอ่นมที่แดก ๆ กันทุกวันเนี่ย
มันผสมสารเหี้ยไรไปเปล่าวะ
ถ้าได้สิ่งที่มีคุณภาพจริง ๆ ก็ดีไป กุอนุโมทนา
แต่ถ้าแม่งเสือกผสม กุแม่งแช่งไปก่อนแระ
ช่วยไม่ได้ถ้าทำไรเหี้ย ก็ได้สิ่งที่กุแช่งไปละกัน
ช่วงนั้น เป็นจังหวะที่เพื่อนกุคลอดลูกชายพอดี
กุจึงอาสาไปเลี้ยงลูกให้มัน ตั้งแต่แม่งคลอดได้ไม่กี่วัน
เพื่อนกุก็ถือว่าไว้ใจกุมากเลย
คงเป็นเพราะกุเองก็เคยผ่านการเลี้ยงเด็กอ่อนแบบนี้มาก่อน
สมัยเมื่อยังมีชีวิต เอ๊ย ! สมัยที่กุยังเป็นเด็ก
( ตอนเป็นเด็กกุน่ารักนะ เอ๋อ ๆ อะ อ่า เอ๋อนี่น่ารักปะวะ ? )

แล้วเพื่อนกุมีกิจการสอนฝรั่งทำอาหารไทย
บางวันที่กุเลี้ยงลูกมัน กุก็จะมองฝรั่งไปด้วย
เป็นอะไรที่เจริญตา เจริญใจ กุจึงสดใสทั้งภายในและภายนอก
โฮะ ๆๆๆๆๆ

กุรีบส่งเอกสารยืนยันว่า
กุได้มาเก็บชั่วโมงทำงานอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
แต่อาจจะเร็วน้อยกว่าเรดาร์ความตอแหล
ที่จะคอยส่งสัญญาณทุกครั้ง เมื่อจับถึงความเคลื่อนไหวของมนุษย์ผู้ชาย
ที่กุแม่งรีบฉิบหายเยี่ยงนี้
ก็เพราะทางเอเจนซี่บอกกุว่าถ้าส่งเร็วมันเป็นโปรโมชั่น
ที่จะได้ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินเอง
กุเลยยอมเหนื่อย ยอมอดทน ยอมง่วงนอน
เพื่อที่จะส่งเอกสารได้ทัน ไปขอนั่นขอนี่เป็นหลักฐานจนกุเหนื่อย
ใช้จ่ายเงินของบิดามารดาไปเยอะ

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว พี่เค้าบอกกุว่า
ให้กุสอบจิตวิทยาก่อน แต่ถ้าสอบไม่ผ่าน
ทุกอย่างจะกลายเป็นโมฆะ
กุก็ไม่ได้คิดห่าอะไรมาก่อนเลยว่า
ชีวิตนี้กุจะต้องมาตกการสอบจิตวิทยา
เอาน่ะ เคยเรียนมา ยังไงกุก็คงกล้อมแกล้มไปได้กระมัง
กุกระหยิ่มในใจ

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ตัวกุก็เครียด
ที่วัน ๆ กุเหงา กุเศร้า กุไม่แน่ใจว่า
เรื่องจะผ่านมั้ย มันจะเป็นยังไง
เค้าจะเลือกกุไปเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกเค้ามั้ยนะ
บลา บลา บลา และ บลาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

หาทางออกเพื่อตัวเองไม่ได้
กุเลยต้องตระเวนตามสถานที่ดูดวงต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นร่างทรง ดูไพ่ ดูพระ ดูหมอ
( เอ่อ อันนี้หมอจริง ๆ ค่ะ เสือกป่วยค่ะ )

แล้วดูเสร็จ กุก็ไม่ได้เชื่อห่าอะไรเค้าเล้ยยยยย
คือกุไม่ได้ท้าทายหรืออะไรนะ
แต่กุรู้สึกว่า เฮ้ย อย่าเฟคดิ กุรู้นะ ทริคนี้อะ
อย่าดิ แอร๊ยยยยย !
ผ่านไปวันแล้ววันเล่า
ด้วยการไม่ทำห่าอะไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตเลย
คนอื่นเห็นว่ายังมีชีวิตก็เพราะกุยังหายใจได้เท่านั้น
วันนึง เอเจนซี่โทรหากุ
บอกว่าทางศูนย์ใหญ่ส่งข่าวมาบอกว่า
กุสอบไม่ผ่านจิตวิทยา
หาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา !
อ๊ะ เอ๊อะ อ๊ายยยยย แอร๊ยยยยย

กุลืมความเป็นมนุษย์อยู่ชั่วครู่
พี่เค้าพูดอะไรบ้างกุจำได้ไม่หมด
กุถามพี่เค้าว่า
" พี่คะ บลิวผิดอะไร ?
จิตวิทยาบลิวไม่ได้ตอบแบบเลว ๆ เลยซักนิด "

พี่เค้าจึงปลอบกุว่า
" ก่อนหน้าจะส่งไปศูนย์ใหญ่ พี่ถามเค้าแล้วนะ
แต่เค้ามีกฎว่าไม่บอกคะแนนหรือเหตุผล
แต่อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้นะน้องบลิว
เราอาจจะตอบแบบไม่ชัดเจน
คือความเป็นฝรั่งเนี่ย ถ้ามากก็บอกว่ามาก
น้อยก็คือน้อย อย่าตอบปานกลาง
เค้าจะหาว่าเราโลเลได้
แล้วอีกอย่าง ผลที่ออกมา ไม่ได้บอกว่า น้องชั่วหรอกมั้ง
พี่คิดว่าอาจจะออกมาว่า
น้องไม่เหมาะกับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กมากกว่า "

เฮ้ย ! กุงงค่ะ กุไม่เหมาะตรงไหนคะ ?
ที่ผ่านมา กุมีปัญหากับการใช้ชีวิตของตัวกุเอง
มากกว่ากับการอยู่กับเด็กอีกค่ะ
เมื่อวางสายจากพี่เค้าแล้ว สมองกุมึน กุนึกถึงหน้าพ่อแม่
นึกถึงน้ำหน้ากุเอง หน้าชาเหมือนถูกตีนใครซักคนถีบ
และที่แน่ ๆ กุช็อค กุช็อคอยู่อย่างเนิ่นนาน
ถ้าเป็น mv เพลง คงมีสายลม และใบไม้ปลิวว่อนผ่านหน้ากุ
แต่ในชีวิตจริง สิ่งที่ผ่านหน้ากุ คือน้ำตา
หากเป็นใบไม้ปลิวมาล่ะก็
มันคงปลิวเข้าหน้าจนกุแสบตากันไปข้างล่ะ
กว่ากุจะทำใจ แล้วโทรหาพ่อแม่เพื่อบอกข่าวร้ายนี้ได้
ก็ใช้เวลาหลายวันทีเดียว

ยังไม่ทันได้เริ่มอะไร กุก็พลาดซะแล้ว แต่พ่อกับแม่กุกลับบอกว่า
มันมีเอเจนซี่ไหนอีกมั้ยในเชียงใหม่เนี่ย เอาเงินไปสมัครใหม่ไป
... พระเจ้าช่วย ...

นี่กระมัง ความรักของพ่อแม่
จริง ๆ ค่าใบสมัครเนี่ย 6,000 บาท ไปแล้วค่ะ อี ดอก
กุจึงเอาเอกสารที่เคยทำไว้แล้ว ไปสมัครกับที่อื่นต่อ
กุคิดในใจว่า อืม เอาล่ะ เริ่มใหม่ก็ได้
แต่ก็เสียเวลาตรงที่กุก็ต้องเตรียมเอกสารบางอย่างใหม่ด้วย
เฮ้อ เอาวะ เคยทำแล้วนี่
ทำใหม่มันก็คงมะได้เสียเวลาอะไรมากนักหรอกวะ
แต่ ณ ตอนนั้นก็ล่วงเลยเข้าไปเดือน กรกฎาคม ปลายเดือนด้วย
โอ้วววว ซึ่งกุเหลือเวลาไม่มากแว้วววว

อย่างไรก็ดี
... กุต้องสอบจิตวิทยาอีกครั้ง ! ...
กรี๊ดดดดดดดดดดด กุฝังใจมาก หลอนสุด ๆ

แต่เอเจนซี่ใหม่ ปลอบใจกุว่า
บริษัทเค้าไม่อิงเรื่องผลทางจิตวิทยาแล้วตัดสินคนหรอก
ว่าใครที่เหมาะสมกับการเลี้ยงเด็กได้
หรือใครไม่เหมาะสม
มันก็แค่เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารเท่านั้น
กุจึงแอบโล่งอก ไปอีกนิดว่าอย่างน้อยถ้าเอกสารครบ
กุก็จะมีโอกาสได้มีโปรไฟล์ขึ้นหน้าเว็ปล่ะว้า
ณ ตอนนั้นกุทั้งเครียด ทั้งเหงา และเศร้าสร้อย
( ที่จริงเป็นทุกวัน ไม่มีวันไหนกุไม่เป็นเลยสัด )

สิวเม็ดเป้งก็ผุดขึ้นบนพื้นที่ว่างของใบหน้ากุ
ส่งผลให้หน้าที่เคยเหี้ยอยู่แล้ว เฮี้ย เหี้ย กว่าเดิม
นอนก็นอนไม่หลับ กระวนกระวายเยี่ยงคนเทคยา
กุจึงตัดสินใจกลับแพร่ แต่ยังคงจ่ายค่าเช่าหอพักไว้ก่อน
เพราะกุอาจจะต้องมาทำเอกสารส่งเอเจนซี่อีกเรื่อย ๆ เผื่อมีปัญหา

ช่วงเดือนสิงหาคม พี่เค้าก็โทรหากุว่า
อีถึกอย่างกุน่าจะรับจ๊อบเลี้ยงเด็กได้
( เห็นมะ มีคนเห็นศักยภาพกุด้วย
T_T กุปลื้มใจที่สุดในสามโลกอะ )

อยากให้หารายได้พิเศษ
และจะเป็นการเพิ่มชั่วโมงการเลี้ยงเด็กให้สูงขึ้นได้
จึงได้แนะนำให้กุไปทำงานกับครอบครัวที่น่ารักครอบครัวนึง
ที่เป็นคนไทยแต่ทำงานที่อเมริกา กลับมาบ้านพอดี
น้องเป็นฝาแฝด ญ ช กรี๊ดดดดด
กุตื่นเต้นมากค่ะ
( ตื่นเต้นจริง ๆ ละ ไม่ใช่ปวดขี้ )
คือกุกรี๊ดฝาแฝดอยู่แล้วด้วย
เคยแอบคิดเล่น ๆ ว่า อยากมีลูกเป็นแฝด ญ ช
แค่คิดนะ ย้ำ แค่คิดเล่น ๆ

กุรับจ๊อบอยู่เป็นเวลา เกือบ ๆ จะ 2 อาทิตย์

พอเดือนตุลาคม เพื่อนกุแม่งแต่งงาน
กุก็ไปงานแต่งเพื่อนกุที่อยุธยา
เสร็จกิจธุระ ( จะสำนวนเป็นการเป็นงานไปไหนวะ ? )
กุก็กลับไปพิดโลกก่อน มาตั้งหลักอยู่กับพ่อแม่
เพื่อจะหาวันที่จะกลับเชียงใหม่
กุเบื่อเชี่ย ๆ ค่ะ ทำไมกุจะต้องชีพจรลงตีนตลอดเวลาด้วย
กุไม่ชอบนั่งรถไกล ๆ เลย
แต่ก็ไม่ได้กลับเชียงใหม่ เหตุเพราะชะตาชีวิตกุแม่งผกผัน

กุไปเป็นครูที่โรงเรียนของเพื่อนพ่อ
เค้าต้องการคนจบแบบกุพอดี
พ่อกุบอกว่า " ไหน ๆ ก็ว่างงาน
ระหว่างรอว่าจะได้ไปหรือไม่ได้ไปก็ทำงานมั้ยล่ะ ? "
คือที่จริง เงินเดือนกุแม่งน้อยมาก 5,080 บาท
พ่อแม่สอนกุว่าอย่าคิดว่ามันเป็นเงินเท่าไหร่
แต่ที่อยากให้ทำงานเพราะเห็นว่ากุอยู่บ้านแม่งก็เหงา
เครียด แล้วเดี๋ยวดวงจิตแตกซ่าน
ส่งผลให้สภาวะลมปราณไม่คงที่ ฮอร์โมนขึ้น ๆ ลง ๆ และ ...

( เอ่อ คือ พ่อไม่ได้พูดหรอก
ส่วนที่ดูจะเริ่มเหี้ย ๆ น่ะ กุคิดเอง )
แฮร่ ~~~~~

กุเข้าไปสอนเด็กพิเศษ
รับผิดชอบเด็ก ป. 4 หนึ่งคน
เด็ก ป. 5 สองคน เด็ก ม. 1 สองคน
ตอนแรกกุเริ่มทำใจแล้วว่า
ถ้าเลยเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2553 ไป
แล้วกุยังไม่ได้ข่าวเรื่องไปเมืองนอก
กุจะตัดใจ แล้วเริ่มหางานใหม่ละ
คิดได้ดังนั้น กุจึงลั้ลลากับการสอนเด็กมาก
เงินเดือนแต่ละเดือน ออกมาแล้วน่าใจหาย ที่สุด
ได้รับมา กุก็เก็บไว้ซื้อขนมไปให้เด็กที่โรงเรียนกิน

เลวว่ะ !
หาเงินได้น้อย ยังเสือกเอาไปซื้อขนมให้เด็กอีก
แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่า
เออ ก็อยากให้เด็กมันมีแรงจูงใจในการเรียนบ้าง
เรียนรู้อะไรบ้าง ก็ยังดีกว่าที่จะเวิ่นเว้อ ไปวัน ๆ
อันนี้ความคิดกุนะ

แต่ก็แอบนึกถึงพ่อแม่ไปด้วย
บางทีกุก็ใช้เงินของพ่อแม่กับหลาย ๆ เรื่อง ไปแล้ว
พอกุมีเงินเล็กน้อย กุก็เอาไปซื้อของให้คนอื่นเนี่ย
ตกลงว่ามันเลวหรือมันเลวน้อย หรืออะไรกันแน่
เริ่มสับสนกับตัวเองบ้าง เป็นบางเวลา
ประสาคนคิดมากที่ในอนาคตอันใกล้
อาจจะได้เป็นคนไข้โรงพยาบาลบ้าที่ไหนซักแห่งก็เป็นได้
( อย่าลืมไปเยี่ยมกุนะคะ พลีสสสส )

ช่วงนั้น กุก็พยายามหัดให้เด็กพิเศษของกุมั่นใจในตัวเอง
โดยการส่งรายชื่อของเด็ก เข้าประกวด
คัดลายมือเอย คิดเลขเร็วเอย
คือเก่งไม่เก่งกุไม่ใส่ใจ กุถือว่าถ้าเด็กอยากที่จะทำอะไร
กุจะส่งเสริมอย่างเต็มที่
บางทีการแข่งขัน หรือประกวดห่าลากอะไรนี่
ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นให้ชนะ
กุว่ากุควรกระตุ้นเพื่อส่งเสริมด้านบุคลิกภาพและความมั่นใจ
ในการทำสิ่งที่ดี มากกว่าว่ะ

เด็กกุก็แม่งน่ารัก ถึงแม้จะดื้อ และมีสันดานที่น่าตบอยู่บ้าง
แต่ไม่เป็นไร กุว่ากุควบคุมได้
บางทีกุก็ไม่ได้พูดเพราะกับเด็ก
แต่ก็จะบอกว่า เฮ้ย อย่าพูดวะกับครูเดะ ไอ่นี่
แต่ออกจะเป็นทำนองการใช้น้ำเสียงปราม ๆ
แล้วก็ค่อยพูดเพราะด้วย
ไม่รู้ว่ะมันเป็นวิธีที่กุใช้แล้วได้ผลด้วยอะ
แล้วแต่สันดานใครสันดานมันละกันค่ะ
กุไม่ได้บอกว่าวิธีของกุถูกหรือผิด
แต่กุใช้ แบบเนี้ยะ

สมมติใครมีปัญหากุ
อยากบอกเหลือเกินค่ะว่า
เสือก !
มึงก็เอาไปปรับใช้กับลูกศิษย์มึงสิ ^_^

วันที่กุพานักเรียนของกุไปแข่งขัน
กุก็ได้รับโทรศัพท์จากเอเจนซี่จากบางกอก
บอกว่ากุได้ Match กับ Host family ที่อเมริกาแล้ว
โอ้ววววววววว เย้ กรี๊ด ๆๆๆๆ
กุก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้
กุจะได้ไปจริง ๆ เหรอเนี่ย ลั้ลลา ๆๆ
วันนั้นกุยิ้มแก้มแทบปริ
ปากจะทะลุถึงรูหู เพราะความดีใจ
แล้วก็ขออนุญาต ผอ. เพื่อที่จะลางานช่วงเดือนธันวาคม
ไปขอวีซ่าที่เชียงใหม่
ตอนแรกกุนอยด์แดกมาก เพราะได้ข่าวว่า
การขอวีซ่าอเมริกาเนี่ย ขอยากสัด
เพื่อนกุขอที่เชียงใหม่ 2 รอบ ไม่ผ่าน
ไปขอใหม่ที่บางกอก ถึงได้ไป
แม่ง มันบินไปแระ เพราะสมัครคนละเอเจนซี่กัน
T_T

แต่กุไปขอวีซ่าก่อนที่จะได้ดูโนส อุดม
เล่าเรื่องขอวีซ่าอเมริกาที่บางกอกนะ
กุขอคอนเฟิร์มว่าแม่งเรื่องมากจริง ๆ ค่ะ
แต่กุไม่ได้โดนไล่กลับขนาดนั้น
เพราะทางเอเจนซี่ช่วยกุตรวจเอกสาร
และรูปถ่ายก่อนหน้านั้นแล้ว
พอกุเข้าไปสัมภาษณ์ กุก็ตอบแบบชัดเจนบ้าง
แอบตะกุกตะกักบ้าง
โห่ว อีห่า เห็นใจกุเถอะค่ะ กุแม่งประหม่านี่คะ
ไม่ใช่จะพูดภาษาอังกฤษปร๋อซะหน่อย

ไอ่ที่อยากไปเนี่ย กุไม่ได้จะไฮซงไฮโซ อะไรเลย
อยากไป เพราะกุอยากเรียนรู้
กุอยากมีประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้ชีวิต
และสิ่งที่สำคัญมากสำหรับกุคือ

กุคิดว่าสมัย ร. 5
เราเคยขาดคนที่มีทักษะทางภาษาต่างประเทศ
ขาดทักษะด้านความรู้แขนงต่าง ๆ
จึงทำให้ต่างประเทศเอาเปรียบเราได้
ดังนั้น กุซึ่งความรู้อะไรก็ไม่มี
เงินของตัวเองก็หาไม่ได้
เช่นนั้นไซร้ สิ่งที่พ่อแม่ของกุจะจุนเจือได้
ก็คือการไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กนี่แหละ เป็นการลงทุนน้อยที่สุด
แต่ก็ได้อะไรกลับมาให้ประเทศไทยบ้างล่ะน่า
ก็ยังดีที่กุเป็นคนรักเด็ก อยู่กับเด็กได้
แม้บางทีจะรู้สึกหงุดหงิดบ้าง
แต่เชื่อกุเถอะว่า กุรักเด็กจริง ๆ
ถ้าเด็กพวกนั้นไม่ได้โดนผู้ปกครองชี้นำนะ

เพราะนั่น กุจะเกลียด และรังเกียจผู้ปกครองพวกมันทันที !
สร้างความสันดานชั่ว ๆ ให้เด็กเนี่ย กุไม่ชอบเลยจริง ๆ

พี่ฝรั่งสุดหล่อ ถามนั่นนี่กุ บลา บลา บลา
พอสุดท้ายก็หายไปซักพัก
กลับมาอีกที ก็พูดอะไรที่กุก็ฟังไม่รู้เรื่อง
กุเลยทำหน้ายิ้มอย่างเดียว
พี่ฝรั่งสุดหล่อเงยหน้าขึ้นถามกุว่า เข้าใจมั้ย ?
( ถามเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
ซึ่งกุพอเข้าใจแม้กุจะภาษาเฮงซวยก็เหอะ
ก็แค่ Do you understand ?
ไม่ต้องมีผัวฝรั่งกุก็ตอบได้ )

กุเลยส่ายหน้า แต่ก็ยังยิ้มอยู่
ทำไงได้ สยามเมืองยิ้ม ดีไม่ดีกุยิ้มไว้ก่อน
กุยิ้มทั้งวันก็ยังได้ ถ้ามันทำให้วีซ่ากุผ่าน
เค้าก็พูดอีกทีว่า
" เดี๋ยวคุณจะได้รับวีซ่าภายใน 3 วันนะครับ "
( ภาษาอังกฤษค่ะ แต่พูดช้าลง )

กุแทบจะกรี๊ด อยากเข้าไปกระโดดกอดมาก 555
แต่ทำมะได้
ไม่งั้นหน้ากุคงชนกระจกที่เค้ากั้นไว้
อนาถน่าดู



แล้วกุก็กลับมาสอนเด็กอีกครั้ง
นักเรียนชั้นอื่นก็จะชอบมาคุยกับกุ
บางคนก็เล่าในสิ่งที่ตนเองอึดอัดใจ
บางคนก็มาบ่นนั่นบ่นนี่ให้กุฟัง
แล้วกุก็คุยในลักษณะที่ไม่เข้าข้างหรือไซโคห่าไร
แลกเปลี่ยนความคิดกัน อะไรประมาณนั้น
มีเด็กนักเรียน ญ ที่ชอบมาเล่านั่นนี่ให้กุฟังคนนึง
ถามกุว่า
" ตกลงว่าวีซ่าครูผ่านมั้ยคะ ? "
กุเลยบอกว่า " อืม ผ่านแย้ว
@^_^@ เย่ "

แต่เด็กแม่งทำหน้าตกใจ แล้วบอกว่า
" อ้าว นู๋ไปบนที่ศาลเจ้าพ่อ ( อะไรซักอย่างกุจำไม่ได้ )
ว่าถ้าวีซ่าครูผ่านนู๋จะวิ่งรอบสนาม 10 รอบ แง้ "
อ่าว อีหอย ก็แล้วเสร่อหวังดีอะไรกับครูล่ะค้าาาาา
( อันนี้คิดในใจ )

แต่กุก็ขอบใจเด็กไป แล้วก็บอกว่า วุ้ย ไม่ต้องบนหรอก
โหว มันต้องขนาดไปบนให้ครูเลยเหรอเนี่ย
กุซาบซึ้งนะ ที่จริงน่ะ
กุคิดว่า ถ้าได้บินช่วงมีนาคม
มันก็ครบปีพอดีกับการบากบั่นของกุ
กุกะว่า เริ่มสอนเด็กพฤศจิกายน
จะลาออกช่วงสิ้นเดือน มกราคม
เพราะเดือนกุมภาพันธ์ กุจะไปซื้อของเตรียมบิน ต้นเดือนมีนาคม
กุคิดว่า เอาน่า คงไม่มีอุปสรรคเหี้ย ๆ อะไรแล้วล่ะ
นี่กระมัง คือผลที่กุทำสิ่งที่ดี
ขอบพระคุณมากนะคะ ที่ทำให้นู๋ผ่านพ้นมันมาได้
กุสำนึกในทุกสรรพสิ่งเงียบ ๆ คนเดียว

ช่วงปีใหม่
กุยังลั้ลลาเป็นบ้าเป็นหลังที่แพร่อยู่เลย
เพราะที่บ้านกุเค้าก็จัดงานปีใหม่กัน
กุชอบเพลง San Francisco มาก
กุเลยเปิดเพลงนี้ร้องอยางเมามันส์

จริง ๆ ที่ ที่กุจะไปมันเป็นอีกเมืองนึง
แต่ Host บอกกุว่า ห่างจาก ซานฟรานฯ แค่ 1 ชั่วโมง
กุเลยเอามาร้องน่ะนะ
แหะ ๆๆๆ เนียนได้อีก

หลังจากปีใหม่ไม่นาน
คืนวันศุกร์กุนั่งเล่นเน็ทอย่างสบายใจ
เวลาประมาณ เที่ยงคืนกว่า เข้าสู่วันเสาร์แล้ว
กุก็ไม่ได้มีลางสังหรณ์อะไร
แต่กุเห็นอีเมลแจ้งเตือนพอดี กุก็ไม่ได้คิดอะไร
ยังเสือกลั้ลลาได้อยู่

พอกุอ่านเท่านั้นแหละค่ะ
กุช็อค !!! อึ้งแดก !!! หัวใจเต้นแรง !!!

มันมีอาการอะไรอีกมั้ยวะ
ที่บ่งบอกถึงความช็อคแบบสุด ๆ ได้เนี่ย ?
กุอยากจะกรี๊ดให้สุดหลอดลม
แต่มันเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่หลับแล้ว
อย่าว่าแต่พ่อแม่เลย ผู้คนส่วนใหญ่ก็รู้เวลาว่าควรต้องนอน
ยกเว้นกุเนี่ยแหละ ที่ยังเสือกเล่นเน็ทดึกดื่น
แถมโดนแจ็คพ็อตซะสั่นไปหมด

กุหลับไม่ลงจริง ๆ
เพราะในอีเมลมาจากเอเจนซี่เมืองนอก
บอกกุว่า เอกสารของกุไม่โปร่งใส
กุไม่สามารถจะไปกะทริปของเค้าได้
และตอนนี้เค้าได้แจ้งกับทาง Host ของกุเรียบร้อยแล้ว
กุก็เฮ้ย อะไรวะ อยากจะถามไปหลายสิ่งมาก
กุจำได้ว่าทุกสิ่งอย่างกุตรวจหมดแล้ว
เกิดอะไรขึ้น ???
ไม่จริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

กุเลยเข้าไปถามพี่ที่เก่งภาษาอังกฤษว่า
จะถามแบบที่กุพิมพ์ไทยเนี่ยถามยังไงดี
กุไม่ไหวแล้ว หัวใจกุมันเต้นไม่เป็นจังหวะเลย
ความเครียดกระจายเข้าสู่ทุกรูขุมขน
กุรอจนถึงเวลาทำการของเอเจนซี่ทางบางกอก
กุก็โทรหาเค้า
เค้าบอกกุว่า
ไม่เห็นมีการแจ้งบอกอะไรเลยว่ากุจะไม่ได้ไป
กุก็อ้าว อะไรวะ งงมาก เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย
ตกลงชีวิตกุมันยังไงกัน
พี่เค้าเลยบอกว่า รอให้ถึงวันจันทร์
แล้วเค้าจะโทรถามทางนั้นให้กุ
เพราะเสาร์ อาทิตย์ ฝรั่งไม่ทำงาน
กุก็เลยต้องแบกความเครียดเอาไว้คนเดียว
พ่อแม่กุ กุยังไม่บอกเลย กุเห็นหน้าเค้าแล้วกุสงสาร
เพราะทุกอย่างมันเสร็จสิ้นหมดแล้ว
รายจ่ายที่อุตส่าห์ไปกู้มา
เพื่อให้กุได้ไปเอาประสบการณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาติเนี่ย
มันสูงนะเว้ย คนธรรมดา ๆ แบบพวกกุเนี่ย
โอกาสที่จะได้ทำอะไรแบบนี้มันน้อยนัก

... T_T ...

กุรอถึงวันจันทร์ ก็ยังไม่มีวี่แววจะได้รับข่าวสารอะไร
กุเลยโทรหาพี่เค้า
พี่เค้าก็เลยถามกุว่า จากการสันนิษฐานของพี่
ก็คือ
จำได้มั้ยว่าพี่เค้าเคยเตือนกุ
เรื่องที่ให้โทรเช็คคนที่เซ็นเอกสารรับรองเรื่องเลี้ยงเด็กให้กุว่า
อาจจะมีการเช็คว่ากุไปทำจริงมั้ย
แต่คือกุก็ว่ากุโทรบอกแล้วไง

กุคิดว่า แล้วกุจะกลัวเหี้ยไรวะ ในเมื่อกุไม่ได้ทำไรผิด
กุไปทำจริง มันก็ไม่จำเป็นต้องกลัว
หารู้ไม่ว่า ชะตาชีวิตกุมันจะเฮงซวย หัวควยขนาดนี้

พี่เค้าเคยบอกกุว่า เอเจนซี่ทางนั้น
จับได้ว่ามีเด็กไทยโกงเอกสาร
คือไม่ได้เก็บชั่วโมงจริง
แต่เมคเอา แล้วเด็กคนนั้นก็ยอมรับว่าโกงจริง
ก็นี่ไง ที่กุไม่กลัว เพราะกุไม่ได้ทำ
หรือมันจะเป็นชะตาชีวิตของกุด้วยก็ไม่รู้
เพราะพี่เค้าบอกให้กุลองโทรไปถามทางโรงเรียน
ถามผู้ปกครองเด็กที่เคยไป
ถามคนนั้นคนนี้ ที่เซ็นเอกสารให้กุว่า
มีใครโทรหามั้ย จากต่างประเทศ
ซึ่งทุกคนก็บอกว่า มีโทรหาเข้าออฟฟิศ
เข้าสำนักงาน เข้าที่บ้าน
แล้วที่โรงเรียนที่กุเคยไปสอนเด็กอนุบาล
ผอ. ไปประชุม
บ้านที่เคยไปเลี้ยงเด็ก
ก็ลูกน้องในออฟฟิศของผู้ปกครองเด็กรับแทน
อีกบ้านนึงก็โทรเข้ามา แล้วพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง
ทำให้คนที่รับไม่เข้าใจ

คนไทยแม่งใช้มือถือไง
แล้วฝรั่งเนี่ย จะไม่ค่อยโทรเข้ามือถือ
เพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว
นี่แหละ สิ่งที่หลายคนก็ไม่รู้
แล้วกุอยากจะไปเรียนรู้วิถีของฝรั่ง
เพื่อนำมาบอกกล่าว
นำมาสอน นำมาป้องกันไม่ให้คนที่ชั่ว ๆ
เอาเปรียบประเทศชาติ บ้านเมือง และประชาชนคนไทย

กุอาจจะไม่ได้มีเงิน กุอาจจะไม่ได้รวย
กุอาจจะไม่ได้ฉลาด
แต่กุมีสำนึก
กุระลึกอยู่เสมอว่า
แผ่นดินที่กุเหยียบ น้ำที่กุดื่ม ข้าวที่กุแดก
มันคือของชาติกุทั้งนั้น

จริง ๆ กุก็ไม่อยากจะแบ่งแยกอะไร
เพราะยังไงเราก็เป็นส่วนประกอบเดียวกันหมดทั้งโลก
กุไม่เอาเปรียบใคร แต่ก็ไม่ชอบคนเอาเปรียบ เช่นกัน
... ไม่มีใครยืนยันให้กุได้เลย ...
ไม่มีใครยื่นมือให้กุจับ ตอนที่กุกำลังโดนผลักให้ตกเหว
ไม่มีใครอยากต่อสู้เพื่ออนาคตของกุ
ไม่มีใครเห็นว่าเรื่องที่กุบากบั่นเป็นสิ่งมีค่า
ไม่มีใครถามไถ่ตัวกุ ว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่มีใครจะยืดอกออกโรงมาปกป้องกุ
เหมือนเช่นที่กุเคยสู้เพื่อความอยุติธรรมที่เกิดกับคนอื่น บ้างเลย
ไม่มีใครที่เห็นความไม่ถูกต้องที่เกิดกับ ญ ไทย คนนึง
ที่ไม่ได้มีเรี่ยวมีแรงไปทะเลาะกับพวกฝรั่งพวกนั้นได้
ไม่มีใครอยากจะเข้าใจกุ
ทำไมไม่มีใครที่จะเคียงข้างกุ เวลาที่กุเกิดปัญหาได้เลย
ไม่มีใครเลย ไม่มีใครซักคน ไม่มีจริง ๆ T_T

...

ตอนที่กุทำดี กุไม่ได้หวังห่าอะไรหรอก
ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่า จะมีอานิสงส์อะไรมาให้ตัวกุเองเลย
ขอแค่สิ่งที่กุมอบให้ เป็นสิ่งที่เติมเต็มแก่คนอื่น กุคิดแค่นี้จริง ๆ
จะว่าเขียนลงในนี้ เพื่อให้คนอื่นอ่านแล้วคิดว่ากุดีเนี่ย
มันก็ไม่ใช่อยู่ดีไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตกุเล้ย

อีกทั้ง ก็คงไม่มีใครเข้ามาอ่านข้อความยาว ๆ ขนาดนี้
ทุกตัวอักษร ได้หรอก ใครจะให้ความสำคัญกับกุขนาดนั้น

... นอกจาก ตัวกุเอง ...
... ที่เข้ามาเขียน และเข้ามาอ่านของตัวกุ บ่อย ๆ ...

ภาพ Flash back ของอดีต ขึ้นมารบกวนในหัวกุ
ทีละภาพ ทีละภาพ
กุไม่เคยเสียใจ ไม่เคยเสียดาย
ในสิ่งที่ได้ทำให้คนอื่นเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่กุน้อยใจ กุร้องไห้
ให้แก่โชคชะตา ที่เหี้ยสัดม๋าของกุเองเท่านั้น

มันเจ็บปวดมาก ในตอนที่กุบอกพ่อแม่
กุอดทนมากที่จะต้องกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่กุ
เพราะกุรู้ว่า กุเสียใจ พ่อแม่กุเสียใจกว่ากุมาก

และนี่คือเหตุผล
ที่กุไม่อยากจะทำร้ายใคร
เพราะนึกถึงเค้าว่าเค้าก็มีพ่อมีแม่เช่นกัน
( ถ้าคน ๆ นั้น ไม่หาเรื่องกุก่อนนะ
กุจะพยายามอดทนก่อนจะหมดความอดทน )

พ่อกุเคยพูดกับกุแบบเด็ดขาด
ตอนที่กุกลับไปคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง ว่า
" ถ้าคิดว่ากลับไปคบแล้ว ไม่ต้องมาร้องไห้ให้เห็นอีกนะ ! "

ตอนแรกกุคิดว่าพ่อแม่งอะไรวะ ไม่รักกุเลย ไม่เข้าใจกุ
แต่หลังจากที่ขบคิด กุพอจะเข้าใจว่า
ที่จริงเค้าเสียใจยิ่งกว่ากุอีกด้วยซ้ำ
ที่เห็นว่ากุร้องไห้ เสียใจ เรื่องความรัก
เค้าไม่อยากเห็นกุเสียใจ
แต่ด้วยความที่พ่อกุเป็นผู้ชาย
เค้าเลยพูดในลักษณะนั้น กุเข้าใจ
T_T

และพ่อก็เคยพูดกับกุและน้องกุว่า
" พ่อจะไม่ยอมให้อะไรมาทำร้ายลูกของพ่อได้
พ่อจะปกป้องให้ถึงที่สุด
แต่ถ้ามันคือสิ่งที่ลูกได้ตัดสินใจเลือกเองแล้ว
พ่อก็คงไม่สามารถจะไปปกป้องลูกได้ "

มีอยู่วันนึง แม่กุต้องไปต่างจังหวัดกับทางโรงเรียน
กุอยู่กับพ่อสองคน ตอนกลางวัน
ต่างคนต่างไปทำงาน กุก็ยังไปทำงานอยู่
ที่จริงสภาพจิตใจกุเรียกร้องว่า
" ไม่ไหวแล้วววว กุไม่ไหวแล้ววว กุอยากอยู่เฉย ๆ "

เวลากุสอนเด็ก กุจะลั้ลลาตามประสากุมาก
กุไม่ใช้อารมณ์มาพาลใส่เด็ก
เพราะเด็กไม่ผิด เด็กควรได้รับในสิ่งที่มันเหมาะสมมากกว่า
แต่พอกุกลับถึงบ้าน น้ำตามันทะลักล้นออกมาตลอดเวลา
แม่กุมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า พ่อกุพูดกับแม่ว่า
" สงสารลูกก็สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยมันยังไง "

กุรับรู้ว่าพ่อแม่กุเจ็บปวดมาก ซึ่งมันก็ทำให้กุยิ่งรู้สึกผิดไปอีก

เพื่อนกุที่นับถือพระพิฆเณศ แล้วเคยแชร์กับกุมาก่อน
เพราะกุบอกมันว่า แม่กุก็บูชาพระพิฆเณศ มาเหมือนกัน
แต่กุก็ไม่ได้อะไร
แค่ตอนที่ตระเวนดูดวงเนี่ย
มีแต่คนทักว่ามีพระพิฆเณศตามกุ ไม่ก็กุมารทอง
ซึ่งสองสิ่งนี้ อยู่ที่หิ้งพระที่บ้านอยู่แล้ว
แต่กุไม่ได้อะไรมากมาย เฉย ๆ
พอมีคนทักนี่แหละ กุถึงได้นึกขึ้นมาได้
กุเลยเล่าให้เพื่อนฟังแค่นั้น
เพื่อนกุบอกว่า
" มึง กุรู้ กุมีความรู้สึกบางอย่างว่า
พระพิฆเณศ ท่านหยอกมึงเล่น "

กุซึ่งไม่ได้คิดลบหลู่ หรืออะไร
แต่ตอนนั้นกุทำใจกับอะไรไม่ได้เลย

กุก็บอกเพื่อนไปว่า
" อ่อเหรอ หยอกกุแรงนะ "

... กุสงสารพ่อแม่จริง ๆ ...

วันที่เซ็นสัญญาแล้วจ่ายเงินงวดสุดท้าย
สองหมื่นกว่าบาทเนี่ย
เค้าขับรถจากพิดโลกขึ้นเชียงใหม่
เดินทางก็เหนื่อย เงินค่าน้ำมันอีก จิปาถะมาก
แต่ก็เพื่อกุ เพื่อลูก
ที่มีความรู้ท่วมหัว แต่ไม่เคยเอาตัวรอดได้เลย
อย่างกุ !
แม้จะได้เงินงวดสุดท้ายคืนก็จริง
แต่มันแลกกับความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้
ไหนจะค่าอยู่ไปเพื่อหายใจทิ้งของกุที่ผ่านมาล่ะ
ค่านั่นนี่ อีกล่ะ มันก็เยอะนะ

เหมือนเอาเงินมาละลายแม่น้ำ ไม่ได้อะไรกลับมาเลย
ในที่สุด
... กุก็ลาออกจากโรงเรียน ...
ทั้งที่ตอนแรกจะออกเพราะจะไปเมืองนอก
แล้วก็สัญญากับเด็กไปแล้วว่า
ถ้ากลับมาแล้วพูดภาษาอังกฤษได้ กุจะมาสอนเด็กอีกครั้ง
แต่พอกุไม่ได้ลาออกเพื่อจะไปเมืองนอก
กุจึงรู้สึกผิดหวังอย่างแรง
แต่ทำไงได้ กุไม่มีอารมณ์จะสอน หรือจะทำอะไรแล้ว
แม้แต่หายใจกุก็ยังเหนื่อย
กุเบื่อการใช้ชีวิตมาก กุเบื่อไปทุกอย่าง
แดกอะไรก็ไม่เคยรับรส
มันก็คนละแบบกับอาการอกหัก
ตอนอกหักกุไม่ได้ไม่อยากใช้ชีวิต
แค่แดกไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ
แต่นี่ กุก็แดกได้ นอนหลับ
แอบภาวนาทุกคืนว่า อย่าตื่นแล้วได้รับรู้เลยว่า
มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
กุเศร้าแดกหลายเดือนทีเดียว
เครียดจนปั่นป่วน ไมเกรนแดกหัวไปหลายรอบ
ท้ายที่สุด
กุจึงตัดสินใจที่จะกลับมาทำงานเดิมที่เคยทำ
เมื่อมิถุนายน
เพื่อนกุที่เคยทำงานด้วยกัน
ก็เคยชวนหลายทีแล้ว
แต่ด้วยอะไรหลายสิ่งอย่าง ที่ทำให้กุยังไม่ตัดสินใจ

กุยังทำใจไม่ได้อยู่เช่นเดิม
และไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ที่กุจะหาย
กุลั้ลลา ร่าเริง ยิ้มร่า หน้าเปื้อนยิ้ม
แต่ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่า ลึก ๆ แล้ว
กุเจ็บปวดอย่างที่สุด
กุไม่ได้อยากเก็บ หรือซ่อนความรู้สึกห่าเหวอะไร
เพียงแต่เมื่อกุอยู่ต่อหน้าคนอื่น
กุก็ไม่ได้เอาอารมณ์ของกุพาลเท่านั้นเอง
ไม่งั้นก็ชวนกันดราม่าฉิบหาย
แล้วใครมันจะอยากคบค้าสมาคม
แต่นี้ก็แทบจะมะมีใครคบแระ
- -"

ก็ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้กุจะไม่มีอะไรกดดัน มันมีเยอะมาก
บางครั้งกุเครียด กุก็ร้องไห้
แล้วก็สวดมนต์ นอนหลับ
เช้ามา กุก็ตื่นไปทำงาน
ตกเย็น กลับหอ ดูช่องเคเบิล
เพราะมันมีเรื่องที่กุชอบ
กุพยายามหาสิ่งที่เป็นความสุขเล็ก ๆ
เพื่อใช้ปรับอารมณ์ปั่นป่วน
อันเกิดจากคนจัญไรบางคนทำกับกุ

... อันที่จริง เรื่องแม่งยาวกว่านี้อีก ...
แต่ไม่อยากเขียน ไม่อยากนึกอีกแล้ว
อีกอย่างตอนลาออกจากโรงเรียน
มันช่วงเริ่มเดือนกุมภาพันธ์พอดี
กุก็ได้ไปสมัครกับเอเจนซี่ที่พิดโลกอีกทีด้วย
ตกลงว่า กุผ่านมาทั้งหมด 3 เอเจนซี่
กุรู้ว่า เวลาของกุไม่มากนัก เพราะก็อย่างว่า
พฤษภาคม แล้ว กุก็หมดสิทธิ์
ถ้าอายุ 27 มันก็ไปกับโครงการนี้ไม่ได้แล้ว
เฉพาะอเมริกา และบางประเทศที่กำหนดไว้

ลูกหลานของกุเอ๋ย
เก็บไว้อ่านเล่นฆ่าเวลาพวกมึงเหอะนะจ๊ะ
กุก็ไม่รู้ว่า ชีวิตกุจะตายห่าก่อนจะได้มีลูกมีหลานรึเปล่า
( ถ้ากุไม่ได้มีลูกหลานของตัวเอง ก็เอาญาติ ๆ นี่แหละวะ )

กุอยากให้บล็อกกุเป็นประวัติศาสตร์
แล้วก็มอบบล็อกเป็นมรดกประจำตระกูล
ให้ลูกหลานเล่าสู่กันฟัง
แม้ในตอนนั้น มันอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบ้าบอก็ตาม
แต่กุก็มั่นใจอยู่บ้างว่า
สายเลือดแม้จะเจือจางไปแล้ว มันต้องมีบ้างน่า
ที่จะมีใครเข้าใจกุ แม้จะซักกระผีกเดียวก็เหอะ !

... สำหรับคนที่ได้เสือกเข้ามารับรู้
รับทราบเรื่องของกุ ในครั้งนี้ ...

กุก็อยากบอกว่า
... ไม่ต้องปลอบใจกุนะคะ กุปลอบใจตัวเองมาแล้ว ...

และก็ไม่ได้ช่วยห่าอะไรเลย
... แค่กุคิดว่า มีหน้าที่อะไรก็ทำไป
อย่าเหยียบใครเพื่อให้เราได้ดีเพียงคนเดียว ...

เอาเป็นว่า
... ขอบใจที่เข้ามาอ่าน ตั้งแต่ต้น จนจบค่ะ ...

ส่วนใครก็ตามที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่ต้น จนจบ
ไม่ต้องเสือกเม้นท์ค่ะ
ไม่ได้ช่วยอะไรกุหรอก แค่คนเม้นท์
หรือจำนวนคนที่เข้ามาอ่าน
ถ้าอ่านตั้งแต่ต้น จนจบกระบวนความ
เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง มีมุมมองที่ต่างจากเดิม
หรือเข้าใจความเป็นกุบ้าง
... แค่นี้ พอแล้วค่ะ กุไม่ได้ต้องการเหี้ยไรไปมากกว่านี้ค่ะ ...

... ขอขอบใจทุกท่านที่มีส่วนร่วมในความพินาศย่อยยับ
แม้แต่ฝุ่นธุลีก็ยังไม่เหลือ ของชีวิตกุ ครั้งนี้ ...

กุไม่พูดถึง หรือเขียนไว้จนละเอียดยิบย่อย ไม่ได้หมายความว่า
กุไม่ได้ใส่ใจ หรือเสียใจอีกต่อไป
กุฝังใจ
... กุเจ็บปวด ...
และกุหมดอนาคตที่วาดฝันไว้ จนต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ทั้งหมด
ครอบครัวกุเคยบอกว่า
" ล้มแล้ว มันต้องพยุงตัวเองให้นั่งได้ก่อน แล้วค่อยลุกขึ้นยืน "

... พวกมึงไม่ใช่กุ ไม่ใช่พ่อแม่กุ ไม่ใช่คนในครอบครัวกุ
พวกมึงคงไม่เข้าใจ ! และอาจไม่รู้สึกอะไร ! ...

ที่จริง กุก็อยากเขียนรายละเอียดเวลาไปเลี้ยงเด็ก
สอนเด็ก ไปเล่นกับเด็ก หรือความสนุกสนานของเด็ก ๆ
แต่กุคงไม่เขียนรวม ณ ตอนนี้จะดีกว่า
เรื่องเหี้ย ไม่ควรคู่กับความน่ารัก สดใส และไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ของเด็ก ๆ กุค่ะ

... อนิจจา ...
... ชีวิตของกุมักจะตกอยู่กับเรื่องที่นอกเหนือการควบคุมตลอดเวลา ...

ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า เหี้ยเบ๊อะเหี้ยเบ๋อ
อ่านว่า เหี้ย - เบ๊อะ - เหี้ย - เบ๋อ
แปลว่า กระจัดกระจายอย่างแรง

แต่งประโยค อยู่หอกะเพี้ยวครัวพ่องเน้อ
บ่ใจ้ปล่อยฮื่อมันเหี้ยเบ๊อะเหี้ยเบ๋อบ่เป๋นตี้เป็นตาง

แปลอีกทีว่ะ อยู่หอก็เก็บข้าวของบ้างนะ ไม่ใช่ปล่อยให้มันระเนระนาด
กระจัดกระจาย ไม่เป็นที่เป็นทาง

บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น